ฉันได้เรียนรู้ที่จะดึงมีดที่ตัวฉันเคยหยิบมาทิ่งแทงหัวใจตัวเองออก
ฉันเรียนรู้ที่จะเอามันออก แต่ไม่เคยเรียนรู้ว่าบาดแผลนั้นมันยังคงอยู่
บทเรียนที่ฉันต้องเจอต่อไป คือการอยู่กับบาดแผลนั้นให้ได้
เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไปให้ได้
ในแต่ละวันที่ผันผ่านไป ฉันพบว่าตัวฉันเองไม่สามารถห้ามความคิดใดๆได้เลยอย่างแท้จริง
แม้ในเวลาที่มีสติที่สุด ฉันอาจจะยับยั้งตัวเองไม่ให้พูดอะไรออกไปได้
หากแต่ในสมอง มันยังคงทำหน้าที่ที่ผิดแผกของมันอยู่
อาจไม่ใช่สมองก็ได้ที่ทำงาน...
ความคิด จินตนาการ แท้จริงมันคือความว่างเปล่า
มันคือภาพลวงตาที่เราสร้างมันขึ้นมาเอง
เราสร้างมัน แล้วเราก็ดึงตัวเราเองเข้าไป
ในชั่วขณะแรก เรารู้ตัวว่าสิ่งเหล่านี้ เป็นเพียงจินตนาการ
"ไม่หรอก แค่คิดไปเอง"
แต่เมื่อใดก็ตามที่เราปล่อยให้มันครอบงำเรามากเกินไป
มันก็จะกลายเป็นความจริง เป็นสิ่งจับต้องได้ในความคิดของเรา
และในชั่วขณะนั้น เราก็จะถูกความคิดดูดกลืน ให้ลืมความจริงแท้ที่ว่า เรานี่แหละที่สร้างมันขึ้นมาเอง
ฉันค้นพบว่าตัวฉันเองเข้มแข็งพอที่จะไม่พูดหรือถามอะไรออกไป
เพราะฉันรู้ดีว่า อะไรที่ควรพูดหรือไม่ควรพูดสำหรับฉัน
แต่ฉันก็ค้นพบเช่นกันว่าตัวฉันเองอ่อนแอเกินไปที่จะไม่คิดอะไรเลย
แม้ฉันจะรู้ว่าอะไรที่ควรคิดหรือไม่ควรคิด
แต่ความคิดมันไม่เคยฟังใคร มันก็แค่ทำในสิ่งที่มันต้องทำ คือ คิด คิด คิด...
สิ่งที่ฉันทำได้ในตอนนี้ คือ มีสติ
และโอบกอดความรักที่มีอยู่ในใจไว้อย่างดี
ความคิดทำร้ายฉันได้ แต่มันไม่สามารถทำร้ายหัวใจฉันได้
แม้แต่น้อย...
1 พฤศจิกายน 2554
ไม่ได้เข้ามานานเท่าไหร่แล้วนะ
ไม่ได้ดูเลยด้วยซ้ำว่ามีใครแวะเวียนเข้ามาบ้างไหม
น่าสงสารนะ บล๊อกนี่กลายเป็นแค่ที่ระบายอารมณ์ของคนจิตใจอ่อนไหว
ทั้งๆที่มันสามารถให้คุณค่าได้มากกว่านั้น
แปลกดีเหมือนกัน
ทำไมในวันที่ฉันรู้สึกว่าเรื่องราวมันยุ่งเหยิง และฉันก็คิดว่ามันจะสามารถผ่านไปได้
กลับมามีเรื่องที่ยุ่งเหยิงยิ่งกว่า จนเกิดคำถามว่าฉันยังสามารถผ่านมันไปได้ไหม
เวลาที่เราพูดถึงความสุข เวลาที่เราบอกว่า เรามีความสุขที่สุด
นั่นเพราะเรารู้อยู่แล้วใช่ไหมว่า มันจะจบแค่ความสุขตรงนั้น
ฉันยอมรับ ว่าฉันได้ถลำลึกมากเกินไป
ฉันมัวเมากับความสุขนั้นมากจนเกินขอบเขตที่ตัวเองเคยตั้งไว้
สติที่เคยเตือนฉันอยู่เสมอมันหายไปตอนไหน
ไม่สิ ฉันต่างหากที่เป็นฝ่ายผลักไสมันออกไปเอง
แล้วทันทีที่มีความทุกข์ มันก็เลยถาโถมเข้ามาขนาดนี้
มันก็คงเหมือนมวลน้ำที่ท่วมประเทศเราอยู่มั้ง
มันคงมหาศาลมาก จนคันกั้นน้ำตาของคนๆนึงแตกจนได้
บ้าพอแล้วรึยังเนี้ย
ตอนนี้ฉันพยายามนั่งนึกถึงวันเก่าๆ
วันที่แสนเศร้า ว่าฉันผ่านมันมาได้อย่างไร
ฉันต้องยึดอะไร ฉันต้องคิดยังไง หรือทำยังไงไม่ให้คิด
ฉันเคยผ่านมันมาได้ครั้งนึง
ฉันคงสามารถผ่านมันไปได้อีกทีล่ะน่า
นั่งคิดกับตัวเอง แบบนี้มันเหมือนพระเจ้ากลั่นแกล้ง
ไม่สิ พระองค์คงกำลังทดสอบอะไรบางอย่างอยู่
หากเรามีความเชื่อมากพอ ศรัทธามากพอ เราก็จะสามารถผ่านมันไปได้
ฉันเชื่อในความรักของตัวเองมากน้อยแค่ไหน
ตอนนี้ คงถึงเวลาที่ฉันจะได้พิสูจน์มันแล้วสินะ
Rabi_Angel่mon
ไม่ได้เข้ามานานเท่าไหร่แล้วนะ
ไม่ได้ดูเลยด้วยซ้ำว่ามีใครแวะเวียนเข้ามาบ้างไหม
น่าสงสารนะ บล๊อกนี่กลายเป็นแค่ที่ระบายอารมณ์ของคนจิตใจอ่อนไหว
ทั้งๆที่มันสามารถให้คุณค่าได้มากกว่านั้น
แปลกดีเหมือนกัน
ทำไมในวันที่ฉันรู้สึกว่าเรื่องราวมันยุ่งเหยิง และฉันก็คิดว่ามันจะสามารถผ่านไปได้
กลับมามีเรื่องที่ยุ่งเหยิงยิ่งกว่า จนเกิดคำถามว่าฉันยังสามารถผ่านมันไปได้ไหม
เวลาที่เราพูดถึงความสุข เวลาที่เราบอกว่า เรามีความสุขที่สุด
นั่นเพราะเรารู้อยู่แล้วใช่ไหมว่า มันจะจบแค่ความสุขตรงนั้น
ฉันยอมรับ ว่าฉันได้ถลำลึกมากเกินไป
ฉันมัวเมากับความสุขนั้นมากจนเกินขอบเขตที่ตัวเองเคยตั้งไว้
สติที่เคยเตือนฉันอยู่เสมอมันหายไปตอนไหน
ไม่สิ ฉันต่างหากที่เป็นฝ่ายผลักไสมันออกไปเอง
แล้วทันทีที่มีความทุกข์ มันก็เลยถาโถมเข้ามาขนาดนี้
มันก็คงเหมือนมวลน้ำที่ท่วมประเทศเราอยู่มั้ง
มันคงมหาศาลมาก จนคันกั้นน้ำตาของคนๆนึงแตกจนได้
บ้าพอแล้วรึยังเนี้ย
ตอนนี้ฉันพยายามนั่งนึกถึงวันเก่าๆ
วันที่แสนเศร้า ว่าฉันผ่านมันมาได้อย่างไร
ฉันต้องยึดอะไร ฉันต้องคิดยังไง หรือทำยังไงไม่ให้คิด
ฉันเคยผ่านมันมาได้ครั้งนึง
ฉันคงสามารถผ่านมันไปได้อีกทีล่ะน่า
นั่งคิดกับตัวเอง แบบนี้มันเหมือนพระเจ้ากลั่นแกล้ง
ไม่สิ พระองค์คงกำลังทดสอบอะไรบางอย่างอยู่
หากเรามีความเชื่อมากพอ ศรัทธามากพอ เราก็จะสามารถผ่านมันไปได้
ฉันเชื่อในความรักของตัวเองมากน้อยแค่ไหน
ตอนนี้ คงถึงเวลาที่ฉันจะได้พิสูจน์มันแล้วสินะ
Rabi_Angel่mon
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ครุ่นคิด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ครุ่นคิด แสดงบทความทั้งหมด
วันจันทร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2554
วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
ห้วงเหวแห่งความคิด
ในบางครั้ง ฉันก็ชอบดำดิ่งอยู่ในห้วงคิดอะไรสักอย่าง
การที่ได้ปล่อยให้ใจได้คิดพิจารณาอะไรๆ ก็เป็นเหมือนความบันเทิงอย่างหนึ่ง
ยามใดที่เรื่องที่คิดไว้ พาใจให้ล่องลอย ผ่อนคลาย
ก็ถือเป็นการพักผ่อนหย่อนใจที่ดี
แต่คงไม่ใช่ทุกครั้ง ที่เราจะคิดถึงแต่เรื่องดีๆ
ในบางครั้ง ความคิดด้านลบก็แทรกตัวเข้ามาในจิตใจเรา
เจ้าความคิดพวกนี้ มันอยู่ตรงนั้นเสมอ
รอคอยเวลา เมื่อไหร่ก็ตามที่เราพลาด แม้เพียงน้อยนิด
มันจะแทรกซึมเข้ามาในจิตใจเราทันที
โดยไม่ทันตั้งตัว เราก็ตกอยู่ในห้วงความคิดแย่ๆเหล่านั้นไปซะแล้ว
บ่อยครั้งเหลือเกิน ที่ฉันมักจะเกิดคำถามกับตัวเอง
ว่าทำไมต้องเป็นฉัน ทำไมฉันไม่เป็นอย่างเขา ทำไม ทำไม ทำไม
แล้วคำตอบที่ถูกสร้างขึ้นมาจากตัวเราเอง
ก็มักไม่ค่อยจะจรรโลงจิตใจซักเท่าำไหร่
คนเรามีความสามารถพิเศษ ที่มักจะทำให้เรื่องแย่ แลดูย่ำแย่เข้าไปใหญ่
เวลาที่คนเราเกิดปัญหา
เรามักมองเห็นขนาดของมันใหญ่กว่าความเป็นจริงเสมอ
ไม่ใช่ประเภทว่า เรื่องของเธอช่างเล็กน้อยเมื่อเทียบกับของฉัน
ปัญหาของใครของมัน เราบอกไม่ได้ว่า ปัญหาของใครใหญ่กว่ากัน
แต่ที่สำคัญ เรามองปัญหาของเราเองใหญ่กว่าความเป็นจริงเสมอ
ความทุกข์ใจ ปัญหาใดๆก็ตาม มันไม่มีขนาดสัมบูรณ์
ขนาดของมัน เป็นปฏิภาคโดยตรงกับสภาพจิตใจ
เมื่อใดก็ตามที่คุณรู้สึกแย่ ปัญหาต่างๆจะดูใหญ่เสมอ
แต่ในขณะที่คุณกำลังสบายใจ ลองนึกย้อนกลับไป
สิ่งที่เคยทำให้คุณเป็นบ้าเป็นหลังเมื่อครั้งก่อน
คุณอาจจะหัวเราะในความเขลาของตัวเองก็ได้
ฉันเป็นคนหนึ่งที่เคยเข้าไปอยู่ในห้วงเหวลึกของความคิด
เคยคิดว่าความตาย คงเป็นคำตอบของความทุกข์ใจ
เราทุกคน เกิดมาพร้อมกับความตาย
เมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มเกิด เราก็เริ่มตายกับทุกคนเช่นกัน
ถ้าหากคุณกลัวตาย ก็จงอย่าเกิด เพราะมันเป็นสิ่งที่คู่กันมาตั้งแต่ต้น
ฉันไม่กลัวที่จะตาย เพราะฉันรู้ว่าซักวันเราทุกคนคงไปถึงที่ๆเดียวกันนั้น
แต่ความตายไม่ได้ยังประโยชน์ใดๆให้ใครเลย แม้แต่ตัวฉันเอง
ทำไมเราไม่เก็บความตายไว้ในที่ของมัน
เมื่อถึงเวลาให้มันมาหาเราเอง
แล้วเริ่มต้นใช้ชีวิตระหว่างนี้ให้เต็มที่
บอกได้คำเดียว ว่ามันยากเย็น และทรมานมากกว่าที่ฉันจะปีนหน้าผาความคิด
แล้วขึ้นมายืนอยู่ได้
แต่ก็นั่นแหละ ฉันขึ้นมาแล้ว
ขอเป็นกำลังใจให้ใครก็ตามที่อยากหลุดพ้นไปจากโลกใบนี้
ถ้าคุณทุกข์ใจ ก็ขอให้รับรู้ว่า มีคนอีกมากมายที่ทุกข์ใจไม่แพ้คุณ
ขอให้รับรู้ว่า คุณยังมี"เพื่อน"อยู่อีกมากมาย
ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน"ปีน"ขึ้นมาให้ได้
ฉันขึ้นมาแล้ว ทำได้ก็แค่เพียงหย่อนเชือกให้คุณจับ
แต่เชือกของฉันคงไม่ได้ยาวมากมาย
คงต้องอาศัยแรงใจของคุณส่งพลังให้คุณปีนมันขึ้นมาได้
และเมื่อมือคุณเอื้อมถึงเชือกของฉัน
ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉัน...
ฉันจะดึงคุณขึ้นมาเอง.....
การที่ได้ปล่อยให้ใจได้คิดพิจารณาอะไรๆ ก็เป็นเหมือนความบันเทิงอย่างหนึ่ง
ยามใดที่เรื่องที่คิดไว้ พาใจให้ล่องลอย ผ่อนคลาย
ก็ถือเป็นการพักผ่อนหย่อนใจที่ดี
แต่คงไม่ใช่ทุกครั้ง ที่เราจะคิดถึงแต่เรื่องดีๆ
ในบางครั้ง ความคิดด้านลบก็แทรกตัวเข้ามาในจิตใจเรา
เจ้าความคิดพวกนี้ มันอยู่ตรงนั้นเสมอ
รอคอยเวลา เมื่อไหร่ก็ตามที่เราพลาด แม้เพียงน้อยนิด
มันจะแทรกซึมเข้ามาในจิตใจเราทันที
โดยไม่ทันตั้งตัว เราก็ตกอยู่ในห้วงความคิดแย่ๆเหล่านั้นไปซะแล้ว
บ่อยครั้งเหลือเกิน ที่ฉันมักจะเกิดคำถามกับตัวเอง
ว่าทำไมต้องเป็นฉัน ทำไมฉันไม่เป็นอย่างเขา ทำไม ทำไม ทำไม
แล้วคำตอบที่ถูกสร้างขึ้นมาจากตัวเราเอง
ก็มักไม่ค่อยจะจรรโลงจิตใจซักเท่าำไหร่
คนเรามีความสามารถพิเศษ ที่มักจะทำให้เรื่องแย่ แลดูย่ำแย่เข้าไปใหญ่
เวลาที่คนเราเกิดปัญหา
เรามักมองเห็นขนาดของมันใหญ่กว่าความเป็นจริงเสมอ
ไม่ใช่ประเภทว่า เรื่องของเธอช่างเล็กน้อยเมื่อเทียบกับของฉัน
ปัญหาของใครของมัน เราบอกไม่ได้ว่า ปัญหาของใครใหญ่กว่ากัน
แต่ที่สำคัญ เรามองปัญหาของเราเองใหญ่กว่าความเป็นจริงเสมอ
ความทุกข์ใจ ปัญหาใดๆก็ตาม มันไม่มีขนาดสัมบูรณ์
ขนาดของมัน เป็นปฏิภาคโดยตรงกับสภาพจิตใจ
เมื่อใดก็ตามที่คุณรู้สึกแย่ ปัญหาต่างๆจะดูใหญ่เสมอ
แต่ในขณะที่คุณกำลังสบายใจ ลองนึกย้อนกลับไป
สิ่งที่เคยทำให้คุณเป็นบ้าเป็นหลังเมื่อครั้งก่อน
คุณอาจจะหัวเราะในความเขลาของตัวเองก็ได้
ฉันเป็นคนหนึ่งที่เคยเข้าไปอยู่ในห้วงเหวลึกของความคิด
เคยคิดว่าความตาย คงเป็นคำตอบของความทุกข์ใจ
เราทุกคน เกิดมาพร้อมกับความตาย
เมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มเกิด เราก็เริ่มตายกับทุกคนเช่นกัน
ถ้าหากคุณกลัวตาย ก็จงอย่าเกิด เพราะมันเป็นสิ่งที่คู่กันมาตั้งแต่ต้น
ฉันไม่กลัวที่จะตาย เพราะฉันรู้ว่าซักวันเราทุกคนคงไปถึงที่ๆเดียวกันนั้น
แต่ความตายไม่ได้ยังประโยชน์ใดๆให้ใครเลย แม้แต่ตัวฉันเอง
ทำไมเราไม่เก็บความตายไว้ในที่ของมัน
เมื่อถึงเวลาให้มันมาหาเราเอง
แล้วเริ่มต้นใช้ชีวิตระหว่างนี้ให้เต็มที่
บอกได้คำเดียว ว่ามันยากเย็น และทรมานมากกว่าที่ฉันจะปีนหน้าผาความคิด
แล้วขึ้นมายืนอยู่ได้
แต่ก็นั่นแหละ ฉันขึ้นมาแล้ว
ขอเป็นกำลังใจให้ใครก็ตามที่อยากหลุดพ้นไปจากโลกใบนี้
ถ้าคุณทุกข์ใจ ก็ขอให้รับรู้ว่า มีคนอีกมากมายที่ทุกข์ใจไม่แพ้คุณ
ขอให้รับรู้ว่า คุณยังมี"เพื่อน"อยู่อีกมากมาย
ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน"ปีน"ขึ้นมาให้ได้
ฉันขึ้นมาแล้ว ทำได้ก็แค่เพียงหย่อนเชือกให้คุณจับ
แต่เชือกของฉันคงไม่ได้ยาวมากมาย
คงต้องอาศัยแรงใจของคุณส่งพลังให้คุณปีนมันขึ้นมาได้
และเมื่อมือคุณเอื้อมถึงเชือกของฉัน
ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉัน...
ฉันจะดึงคุณขึ้นมาเอง.....
วันศุกร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2553
ความเข้าใจที่ไม่ลงตัว
วันนี้อยากจะขอพูดเรื่องของความเข้าใจ
บนโลกนี้มีความเข้าใจแค่สองด้าน คือ
เข้าใจ ไม่เข้าใจ
เข้าใจถูก เข้าใจผิด...
คนเราจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจอะไร
มันจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของอะไรสักอย่าง
ถ้าคุณมี basic background ของเรื่องๆนั้น
คุณจะเข้าใจมันได้ทะลุปรุโปร่ง
ในขณะที่เรื่องที่คุณไม่เคยแม้แต่จะได้ยินมาก่อน
คุณก็จะงงเป็นไก่ตาแตก ว่านี่คุณกำลังฟังภาษามนุษย์ต่างดาวรึเปล่า
และพื้นฐานนั้นแหละ ที่ทำให้เกิดความเข้าใจที่ถูกและผิด
พื้นฐานนนั้น ก็คือ อคติ ทิฐิ ความลำเอียง
หรืออะไรก็ตามที่คุณจะให้คำจำกัดความของมัน
เมื่อเรามีอคติกับอะไรสักอย่าง ความเข้าใจของเราจะผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปหมด
เรามองเห็นวัตถุได้จากการที่แสงตกกระทบแล้วสะท้อนเข้าตาเรา
แต่เราจะเข้าใจสิ่งต่างๆได้เมื่อประสาทสัมผัั้สกระทบสิ่งเหล่านั้นมายังใจเรา
อคติทำให้ภาพต่างๆที่สะท้อนความจริงมาสู่ใจเปลี่ยนไป ตามที่ใจคิด
ที่ฉันรู้ เพราะฉันก็เคยเป็น
อคติทำให้เรามองสิ่งรอบตัวแย่ไปหมด
อคติทำให้เราสร้างศัตรูได้มากกว่าผูกมิตร
ฉันเคยมองคนๆนึงด้วยอคติที่มีในใจ
ในตอนนั้น ในความรู้สึกฉัน ฉันไม่ได้มองเขาในแง่ดีเลยสักนิด
ทุกวันนี้เลยรู้สึกเสียใจมากๆ เพราะได้กระทำสิ่งที่แย่ๆลงไป
ตอนนี้คงกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้
ฉันไม่รู้ว่าความรู้สึกของคนเราจะซ่อมแซมได้ไหม
ถ้าได้ ฉันก็อยากจะขอเริ่มต้นใหม่
ฉันอยากจะทำความเข้าใจคนๆนั้น ในแบบที่เป็นเค้า
ไม่ใช่ในแบบที่ฉันจินตนาการให้เค้าเป็น
ฉันเชื่อว่าความสัมพันธ์ที่ดี ไม่มีคำว่าสาย
และหวังว่าเขาคงเข้าใจฉันในสักวัน
บนโลกนี้มีความเข้าใจแค่สองด้าน คือ
เข้าใจ ไม่เข้าใจ
เข้าใจถูก เข้าใจผิด...
คนเราจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจอะไร
มันจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของอะไรสักอย่าง
ถ้าคุณมี basic background ของเรื่องๆนั้น
คุณจะเข้าใจมันได้ทะลุปรุโปร่ง
ในขณะที่เรื่องที่คุณไม่เคยแม้แต่จะได้ยินมาก่อน
คุณก็จะงงเป็นไก่ตาแตก ว่านี่คุณกำลังฟังภาษามนุษย์ต่างดาวรึเปล่า
และพื้นฐานนั้นแหละ ที่ทำให้เกิดความเข้าใจที่ถูกและผิด
พื้นฐานนนั้น ก็คือ อคติ ทิฐิ ความลำเอียง
หรืออะไรก็ตามที่คุณจะให้คำจำกัดความของมัน
เมื่อเรามีอคติกับอะไรสักอย่าง ความเข้าใจของเราจะผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปหมด
เรามองเห็นวัตถุได้จากการที่แสงตกกระทบแล้วสะท้อนเข้าตาเรา
แต่เราจะเข้าใจสิ่งต่างๆได้เมื่อประสาทสัมผัั้สกระทบสิ่งเหล่านั้นมายังใจเรา
อคติทำให้ภาพต่างๆที่สะท้อนความจริงมาสู่ใจเปลี่ยนไป ตามที่ใจคิด
ที่ฉันรู้ เพราะฉันก็เคยเป็น
อคติทำให้เรามองสิ่งรอบตัวแย่ไปหมด
อคติทำให้เราสร้างศัตรูได้มากกว่าผูกมิตร
ฉันเคยมองคนๆนึงด้วยอคติที่มีในใจ
ในตอนนั้น ในความรู้สึกฉัน ฉันไม่ได้มองเขาในแง่ดีเลยสักนิด
ทุกวันนี้เลยรู้สึกเสียใจมากๆ เพราะได้กระทำสิ่งที่แย่ๆลงไป
ตอนนี้คงกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้
ฉันไม่รู้ว่าความรู้สึกของคนเราจะซ่อมแซมได้ไหม
ถ้าได้ ฉันก็อยากจะขอเริ่มต้นใหม่
ฉันอยากจะทำความเข้าใจคนๆนั้น ในแบบที่เป็นเค้า
ไม่ใช่ในแบบที่ฉันจินตนาการให้เค้าเป็น
ฉันเชื่อว่าความสัมพันธ์ที่ดี ไม่มีคำว่าสาย
และหวังว่าเขาคงเข้าใจฉันในสักวัน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)