1 พฤศจิกายน 2554

ไม่ได้เข้ามานานเท่าไหร่แล้วนะ
ไม่ได้ดูเลยด้วยซ้ำว่ามีใครแวะเวียนเข้ามาบ้างไหม
น่าสงสารนะ บล๊อกนี่กลายเป็นแค่ที่ระบายอารมณ์ของคนจิตใจอ่อนไหว
ทั้งๆที่มันสามารถให้คุณค่าได้มากกว่านั้น

แปลกดีเหมือนกัน
ทำไมในวันที่ฉันรู้สึกว่าเรื่องราวมันยุ่งเหยิง และฉันก็คิดว่ามันจะสามารถผ่านไปได้
กลับมามีเรื่องที่ยุ่งเหยิงยิ่งกว่า จนเกิดคำถามว่าฉันยังสามารถผ่านมันไปได้ไหม

เวลาที่เราพูดถึงความสุข เวลาที่เราบอกว่า เรามีความสุขที่สุด
นั่นเพราะเรารู้อยู่แล้วใช่ไหมว่า มันจะจบแค่ความสุขตรงนั้น
ฉันยอมรับ ว่าฉันได้ถลำลึกมากเกินไป
ฉันมัวเมากับความสุขนั้นมากจนเกินขอบเขตที่ตัวเองเคยตั้งไว้
สติที่เคยเตือนฉันอยู่เสมอมันหายไปตอนไหน
ไม่สิ ฉันต่างหากที่เป็นฝ่ายผลักไสมันออกไปเอง

แล้วทันทีที่มีความทุกข์ มันก็เลยถาโถมเข้ามาขนาดนี้
มันก็คงเหมือนมวลน้ำที่ท่วมประเทศเราอยู่มั้ง
มันคงมหาศาลมาก จนคันกั้นน้ำตาของคนๆนึงแตกจนได้
บ้าพอแล้วรึยังเนี้ย

ตอนนี้ฉันพยายามนั่งนึกถึงวันเก่าๆ
วันที่แสนเศร้า ว่าฉันผ่านมันมาได้อย่างไร
ฉันต้องยึดอะไร ฉันต้องคิดยังไง หรือทำยังไงไม่ให้คิด
ฉันเคยผ่านมันมาได้ครั้งนึง
ฉันคงสามารถผ่านมันไปได้อีกทีล่ะน่า

นั่งคิดกับตัวเอง แบบนี้มันเหมือนพระเจ้ากลั่นแกล้ง
ไม่สิ พระองค์คงกำลังทดสอบอะไรบางอย่างอยู่
หากเรามีความเชื่อมากพอ ศรัทธามากพอ เราก็จะสามารถผ่านมันไปได้
ฉันเชื่อในความรักของตัวเองมากน้อยแค่ไหน
ตอนนี้ คงถึงเวลาที่ฉันจะได้พิสูจน์มันแล้วสินะ

Rabi_Angel่mon
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรู้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรู้ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2554

Perfect Smile :D

ช่วงนี้ไม่ค่อยว่างเท่าไหร่ค่ะ มีเวลาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
พอดีวันนี้นึกขึ้นได้ ว่าอยากจะลองดูงานวิจัยที่อยากทำค่ะ
เป็นเรื่องเกี่ยวกับรอยยิ้ม
หลายๆคนคงแปลกใจ ว่าเรื่องของรอยยิ้มมันมีอะไรน่าสนใจหรอ
เราคงปฏิเสธไม่ได้หรอกเน๊อะ ว่าสิ่งทีสามารถสร้างความประทับใจแรกนั่น
รอยยิ้มก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถก่อให้เกิดความประทับใจได้เช่นกัน
หลายคนบอกว่า ยิ้มอย่างไรก็ได้ ขอให้มีความจริงใจก็พอ
ช่ายแล้วค่ะ ความจริงใจเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่า
แต่ไม่ว่าจะยังไง เราลองมาดูกันไหมคะว่า
perfect smile ในสายตาของคุณหมอฟัน เป็นยังไงกันบ้าง


...........................................

นักวิจัยเผยสูตรสำเร็จเคล็ดยิ้มสวย

เดลิเมล์ - ยิ้มเจิดจ้าอาจเป็นสูตรสำเร็จของดาราฮอลลีวูด
แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ แค่รอยยิ้มสว่างไสวคงยังไม่พอ

นักวิจัยคิดค้นสูตรรอยยิ้มสุดเพอร์เฟ็กต์ โดยนำปัจจัยต่างๆ มาคำนวณหาผลลัพธ์
ไม่ว่าจะเป็นขนาดและความกว้างของฟันแต่ละซี่ สี รูปทรงของฟัน
หรือกระทั่งความกว้างของริมฝีปาก

ในส่วนสีนั้น นักวิจัยสรุปว่า สีขาวสว่างไสวไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
แต่ฟันควรขาวในระดับเดียวกับตาขาวของคนๆ นั้น
ไม่เช่นนั้นรอยยิ้มจะโดดเด่นเกินไปจนบดบังเครื่องเคราอื่นๆ บนใบหน้าไปหมด

“หนึ่งในจุดที่เป็นที่สังเกตจากรอยยิ้มก็คือสี คนมากมายชอบไปฟอกฟันขาว
และบ่อยครั้งที่ทำแล้วออกมาขาวผิดธรรมชาติ
ฟันควรมีสีเดียวกับนัยน์ตาขาว แต่ถ้าขาวกว่านั้น จะดึงความโดดเด่นไปจากดวงตา”
ดร.นิโคลัส เดวิส จากคณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยโลมา ลินดาในแคลิฟอร์เนีย
ซึ่งเป็นผู้นำการวิจัย อธิบายและเสริมว่า เจสสิกา ซิมป์สัน มีรอยยิ้มสมบูรณ์แบบที่สุด

รายงานของดร.เดวิสที่ตีพิมพ์อยู่ในวารสารเดนทัล คลินิกส์ ออฟ นอร์ท อเมริกา แจกแจงว่า
สูตรรอยยิ้มสมบูรณ์แบบมาจากชุดอัตราส่วนทางคณิตศาสตร์
กล่าวคือ รอยยิ้มในอุดมคติจะต้องกว้างไม่เกินครึ่งหนึ่งของความกว้างของใบหน้า
ขณะที่ริมฝีปากล่างและบนควรสมดุลกัน
ฟันบนต้องเด่นกว่า ขณะที่ฟันล่างโผล่ให้เห็นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
และฟันทั้งหมดที่โชว์ต่อสายตาผู้พบเห็น ต้องเรียงตรงและไม่มีร่องรอยของการอุดถอน

ขนาดของฟันต้องลดหลั่นกันจากฟันซี่กลางเข้าไปหาฟันกรามต้องมีขนาดเล็กลง
เรื่อยๆ ฟันที่อยู่ทั้งสองข้างของฟันซี่กลางควรมีขนาด 61.8% ของฟันซี่กลาง
และซี่ถัดไปมีขนาด 61.8% ของฟันที่อยู่ข้างซี่กลาง
โดยฟันซี่กลางนั้นต้องมีความกว้าง 80% ของความสูง

และที่จะลืมไม่ได้อีกอย่างคือ ควรยิ้มให้เห็นเหงือกน้อยที่สุด
ถ้าไม่อยากให้ใครมองว่าคุณเหมือนแก้วหน้าม้า

แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
โพสต์เมื่อ : 2007-12-02
..............................................

credit : http://www.healthcorners.com/new_read_news.php?id=3609

ปล. สัดส่วนดังกล่าว ก็คือ ค่า Phi ที่เราๆรู้จักกันในนาม golden ratio นั่นแหละค่ะ

วันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2553

อาการซึมเศร้า แก้ไขได้

 

อาการซึมเศร้า...รักษาได้


ไม่ใช่ปัญหานั่งเครียดอีกต่อไป

      ปัญหาโรคซึมเศร้า เป็นปัญหาที่ตัวผู้ป่วยเองไม่ได้ต้องการให้เกิดขึ้น แต่ด้วยเหตุปัจจัยบางประการ หรือหลายประการที่มีความสำคัญต่อตัวผู้ป่วย อาจเป็นบ่อเกิดของปัญหาอาการซึมเศร้าได้

  การ วินิจฉัยอาการซึมเศร้าของแพทย์ เริ่มต้นจากการพูดคุย การซักถามประวัติถึงอาการทางจิตเวชอื่นที่เคยเกิดขึ้น โรคทางร่างกายหลายโรค และยาบางชนิด อาจเป็นสาเหตุของการเกิดโรคซึมเศร้าได้ การวินิจฉัยจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่สำคัญแพทย์ที่ทำการตรวจต้องอาศัยทักษะในการวินิจฉัยอยู่พอสมควร ส่วนขั้นตอนในการวินิจฉัยโดยทั่วไป เริ่มต้นจาก...

      การ ถามอาการหรือการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่เริ่มมีอาการครั้งแรกไล่มาตามลำดับจนปัจจุบัน ยิ่งผู้ป่วยเล่าอาการต่าง ๆ ที่มีได้อย่างละเอียด เล่าปัญหาที่เกิดขึ้นได้มากเท่าไร แพทย์ก็จะยิ่งเข้าใจผู้ป่วยมากขึ้นเท่านั้น การซักถามในขั้นตอนนี้นอกจากเพื่อดูว่าผู้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าได้หรือไม่ แล้ว ยังเพื่อพิจารณาว่าผู้ป่วยอาจเป็นโรคทางจิตเวชอื่น ๆ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับอาการเหล่านี้หรือไม่ ในกรณีที่สงสัยว่าผู้ป่วยอาจมีโรคทางร่างกายอื่น ๆ ที่อาจเป็นสาเหตุของอาการต่าง ๆ ที่พบแพทย์อาจซักประวัติเพิ่มเติมจากญาติหรือผู้ใกล้ชิด เพื่อที่จะได้ทราบเรื่องราวหรืออาการต่าง ๆ ได้ชัดเจนขึ้น เพราะคนรอบข้างอาจสังเกตเห็นอะไรได้ชัดเจนกว่าตัวผู้ที่มีอาการเอง

      ด้าน การรักษา หากได้รับการรักษาผู้ที่เป็นจะอาการดีขึ้นมาก อาการซึมเศร้า ร้องไห้บ่อย ๆหรือรู้สึกท้อแท้หมดกำลังใจ จะกลับมาดีขึ้นจนผู้ที่เป็นบางคนบอกว่าไม่เข้าใจว่าตอนนั้นทำไมจึงรู้สึก เศร้าไปได้ถึงขนาดนั้น ยิ่งหากมารับการรักษาเร็วเท่าไรก็ยิ่งจะอาการดีขึ้นเร็วเท่านั้น การรักษาที่สำคัญ คือการรักษาด้วยยาแก้เศร้า โดยเฉพาะในรายที่มีอาการมาก ส่วนในรายที่มีอาการไม่มาก แพทย์อาจรักษาด้วยการช่วยเหลือชี้แนะการมองปัญหาต่าง ๆในมุมมองใหม่ แนวทางในการปรับตัวหรือการหาสิ่งที่ช่วยทำให้จิตใจผ่อนคลายความทุกข์ใจลง ร่วมกับการให้ยาแก้เศร้าหรือยาคลายกังวลเสริมในช่วงที่เห็นว่าจำเป็น

      วิธีการรักษา ประกอบไปด้วย 2 ส่วนหลักคือ 1. การรักษาด้วยยาการใช้ยาแก้เศร้า เพื่อไปปรับสมดุลสารเคมีในสมองเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก ยาแก้เศร้าช่วยบรรเทาอาการเศร้าเมื่อทานยาจนรู้สึกดีขึ้นแล้ว ควรทานยาต่อไปอีก 6-12 เดือน เพื่อป้องกันอาการกลับมาเป็นซ้ำ และแม้จะรู้สึกสบายดีก็ยังต้องกินยาตามแพทย์สั่งอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เนื่องจากผู้ที่เคยป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามักจะกลับมาป่วยซ้ำหรืออาจมี อาการกำเริบซ้ำได้

      2. การรักษาทางจิตใจมีวิธีรักษาทางจิตใจอยู่หลายรูปแบบ ในการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ซึ่งอาจเป็นการพูดคุยกับจิตแพทย์ อันจะช่วยให้ผู้ป่วยเกิดความเข้าใจตนเอง สาเหตุที่ทำให้ตนเองเป็นทุกข์ ซึมเศร้า เข้าใจปัญหาและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสมในที่สุด

      วิธี การที่พบว่าสามารถรักษาโรคซึมเศร้าได้ดี มีดังนี้ การรักษาแบบปรับความคิดและพฤติกรรม เชื่อว่าอาการของผู้ป่วยมีสาเหตุจากการมีแนวคิดที่ไม่ตรงตามความเป็นจริง เพราะบ่อยครั้งที่ทุกข์เพราะความคิดของตัวเองเช่น มองตนเองในแง่ลบ มองสิ่งต่าง ๆ ในแง่ลบ การรักษาจึงมุ่งแก้ไขแนวคิดของผู้ป่วยให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น การรักษาแบบปรับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลการรักษามุ่งให้ผู้ป่วยมีการปรับ ตัวต่อสิ่งแวดล้อมและผู้อื่นให้ดีขึ้น การรักษาจิตบำบัดเชิงลึกเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจปมขัดแย้งที่อยู่ในจิตใจ ตนเองจนนำมาสู่โรคซึมเศร้า

ข้อแนะนำที่ช่วยในการส่งเสริมการรักษาอาการซึมเศร้า มีดังต่อไปนี้

      1. การออกกำลังกายการออกกำลังกายนอกจากจะช่วยทางร่างกายแล้ว จิตใจก็ยังจะดีขึ้นด้วย ถ้าได้ออกกำลังกายร่วมกับผู้อื่นด้วยก็จะยิ่งช่วยเพิ่มการเข้าสังคม ไม่ทำให้รู้สึกว่าตนเองโดดเดี่ยว

      2. อย่าคาดหวังหรือตั้งเป้าหมายยากเกินไป ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่เรายังต้องการการพักผ่อนทั้งทางร่างกายและจิตใจ การกระตุ้นตนเองมากไปกลับยิ่งจะทำให้ตัวเองรู้สึกแย่ที่ทำไม่ได้อย่างที่ หวัง

      3.เลือกกิจกรรมที่ทำให้รู้สึกดี ๆมักจะเป็นสิ่งที่เราเคยชอบ

      4. พยายามทำกิจกรรมที่ทำร่วมกับคนอื่นมากกว่าที่จะอยู่คนเดียว หลักการเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกอย่างหนึ่งก็คือ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้จะไม่คงอยู่ตลอดไป แต่จะขึ้น ๆ ลง ๆ ในแต่ละช่วง คนที่มีความโศกเศร้ามักจะรู้สึกหมดหวัง คิดว่าความรู้สึกนี้จะคงอยู่กับตนเองตลอดเวลา ในความเป็นจริงแล้วจะมีอยู่บางช่วงที่อารมณ์เศร้านี้เบาบางลง ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ให้เราเริ่มกิจกรรมที่สร้างสรรค์เพื่อให้มีความรู้สึกที่ ดีขึ้น

      5. อย่าตัดสินเรื่องที่สำคัญต่อชีวิตเช่น การหย่า การลาออกจากงาน ณ ขณะที่เรากำลังอยู่ในภาวะซึมเศร้านี้ การมองสิ่งต่าง ๆ ในแง่ลบอาจทำให้การตัดสินใจผิดพลาดไปได้ ควรเลื่อนการตัดสินใจไปก่อน หากจำเป็นหรือเห็นว่าปัญหานั้น ๆ เป็นสิ่งที่กดดันเราทำให้อะไร ๆ แย่ลงจริง ๆ ก็ควรปรึกษาผู้ใกล้ชิดหลาย ๆ คนให้ช่วยคิด

      6. การแก้ปัญหาให้แยกแยะปัญหาให้เป็นส่วนย่อย ๆการมองปัญหาโดยไม่แยกแยะจะทำให้เกิดความรู้สึกท้อแท้ ไม่รู้จะทำอย่างไร การจัดเรียงลำดับความสำคัญของปัญหาว่า เรื่องไหนควรทำก่อนหลัง แล้วลงมือทำไปตามลำดับโดยทิ้งปัญหาย่อยอื่น ๆ ไว้ก่อน วิธีนี้จะพอช่วยให้รู้สึกว่าตนเองยังทำอะไรได้อยู่

ข้อแนะนำในการดูแลสำหรับญาติ มีดังนี้

      1. รับฟังด้วยความเข้าใจ ใส่ใจอารมณ์ของผู้ป่วยที่มีความอ่อนไหวมาก และหลายครั้งเข้าใจยาก การรับฟังอย่างเข้าใจ โดยไม่ตัดสินจะช่วยให้ความรู้สึกของผู้ป่วยดีขึ้นที่มีคนพร้อมจะเข้าใจตัว เขาอย่างแท้จริง

      2. ชวนคุยบ้างด้วยท่าทีที่สบาย ๆพร้อมที่จะช่วยเหลือ โดยไม่กดดัน ไม่คาดหวัง ไม่คะยั้นคะยอว่าต้องพูดคุยโต้ตอบได้มาก เพราะท่าทีที่คาดหวังมากจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกแย่ที่ทำให้ญาติผิดหวัง

      3. เปิดโอกาสให้ได้ระบายความคิดความรู้สึกที่ไม่ดี ที่รู้สึกแย่ต่าง ๆ ออกมา โดยเฉพาะความคิดอยากฆ่าตัวตาย การที่ผู้ป่วยได้พูดได้ระบายออกมาจะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในใจลงได้ อย่างมาก

      โรค นี้ไม่ได้อาการดีขึ้นทันทีที่กินยา การรักษาต้องใช้เวลาบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นสัปดาห์ อาการจึงจะดีขึ้นอย่างเห็นชัด จึงไม่ควรคาดหวังจากผู้ป่วยมากเกินไป การรักษาด้วยยามีความสำคัญ ควรช่วยดูแลเรื่องการกินยา โดยเฉพาะในช่วงแรกที่ผู้ป่วยยังซึมเศร้ามาก หรืออาจมีความคิดอยากตาย การตัดสินใจในช่วงนี้จะยังไม่ดี ควรให้ผู้ป่วยเลี่ยงการตัดสินใจในเรื่องสำคัญ ๆ ไปก่อนจนกว่าจะเห็นว่าอาการเขาดีขึ้นมากแล้ว

      เมื่อ ได้รู้จักโรคซึมเศร้ากันแล้ว จะเห็นว่าโรคซึมเศร้าไม่ได้เป็นแค่อารมณ์ซึมเศร้าเท่านั้น แต่หากเป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและครอบครัว และหากปล่อยทิ้งไว้ไม่บำบัดรักษา อาจนำมาสู่ปัญหาการทำงานและการดำเนินชีวิต และบางรายอาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้ ดังนั้นหากพบหรือสงสัยว่าตนเองและคนใกล้ชิดของคุณป่วยด้วยโรคซึมเศร้า อย่าได้นิ่งนอนใจ ควรพามาปรึกษาแพทย์ เพราะหากได้รับการบำบัดรักษาอย่างถูกต้อง ด้วยวิธีที่เหมาะสม คุณและคนใกล้ตัวก็สามารถจะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขต่อไป.







ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

Update 22-03-53

อัพเดทเนื้อหาโดย : วีระ วานิชเจริญธรรม
credit:  http://www.thaihealth.or.th/node/14699


วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2553

เรื่องกล้วยๆ...

 เป็นบทความที่มีประโยชน์มากจริงๆค่ะ อยากให้สละเวลาอ่านซักหน่อย

กล้วยหอมยอดผลไม้มหัศจรรย์

รู้ หรือไม่ว่า ในกล้วยหอมมีน้ำตาลอยู่ด้วยกัน 3 ชนิด คือ ซุคโคส ฟรุคโตส และกลูโคส รวมทั้งเส้นใยอาหารที่มีประโยชน์ นั่นหมายความว่า ไม่เพียงแต่กล้วยหอมจะให้พลังงานอย่างเดียว แต่มันสามารถทำให้ร่างกายนำพลังงานเหล่านั้นไปใช้ได้ทันทีอีกด้วย โดยมีงานวิจัยยืนยันออกมาแล้วว่า “กล้วยหอม 2 ใบ ให้พลังงานเพียงพอให้เราทำงานได้ถึง 90 นาที” ฉะนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมนักกีฬาระดับโลกถึงต้องกินกล้วยหอมกันด้วย....
           ยังไม่หมดเท่านี้นะคะ!!!... กล้วยหอม ยังช่วยรักษาโรคต่างๆ ให้กับร่างกายเราอีกด้วย ไปดูกันดีกว่าว่าจะมีอะไรบ้าง...

           รักษาอาการเศร้าซึม จากการสำรวจและวิจัยกลุ่มตัวอย่างคนไข้ที่ป่วยเป็นโรคเศร้าซีม พบว่า ส่วนใหญ่จะรู้สึกดีขึ้นเมื่อได้กินกล้วยหอม เพราะในกล้วยหอมจะมี tryptophan ซึ่งเป็นกรดอะมิโนโปรตีนชนิดหนึ่ง ที่ร่างกายสามารถแปลงเป็น serotonin สารกระตุ้นที่ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์สดใสและมีความสุขมากยิ่งขึ้น          
          
            PMS (Premenstrual Syndrome) หรือ อาการก่อนมีประจำเดือน อย่างที่ทราบกันดีว่า สำหรับสุภาพสตรีแล้วก่อนที่จะมีประจำเดือน อารมณ์ของเธอจะค่อนข้างแปรปรวน หงุดหงิดง่าย ทำให้เกิดอาการปวดท้อง ปวดหัว ตามมา ฉะนั้นหากรู้ว่าคนใกล้ตัวเริ่มอารมณ์ไม่ปกติ รีบหากล้วยหอมให้เธอกินโดยด่วน  
            
                ช่วยเรื่องโรคโลหิตจาง แน่นอนว่าธาตุเหล็กกับโรคโลหิตจางเป็นของคู่กัน... โชคดีที่เราสามารถหาธาตุเหล็กได้จากผลไม้สีเหลืองใกล้ตัว ที่เรียกว่ากล้วยหอม เพราะธาตุเหล็กในกล้วยหอมสามารถที่จะกระตุ้นร่างกายให้ผลิต Hemoglobin (ฮีโมโกลบิน) ในกระแสโลหิต ช่วยหยุดยั้งภาวะโลหิตจางได้ 
            
                 ลดความดันโลหิต หน่วยงานด้านอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาได้อนุมัติให้กล้วยหอมเป็นผลไม้ที่มี ส่วนช่วยลดภาวะความเสี่ยงเรื่องความดันได้จริง เพราะในกล้วยหอมจะมีเกลือโปแตสเซียมเหลืองอยู่มาก ซึ่งเป็นตัวที่ช่วยเรื่องความดันเลือด

           
              เสริมสร้างพลังสมอง ที่ประเทศอังกฤษในแค้วน Middlesex มีนักเรียนจำนวน 200 คนจาก Twickenham schoolอ้างว่าพวกเขาสอบผ่านเพราะได้กินกล้วยหอมเป็นอาหารเช้า รวมทั้งกินอีกนิดหน่อยในตอนมื้อเที่ยงเพื่อทำให้สมองสดชื่น นอกจากนี้ยังได้มีการวิจัยพบว่า โพแทสเซียมในกล้วยหอมช่วยให้นักเรียนตื่นตัวอยู่เสมอ 
           
               ลดอาการท้องผูก จุกเสียดแน่นท้อง และแผลในกระเพาะอาหาร เส้นใยอาหารในกล้วยหอมช่วยให้การย่อยของลำไส้เล็กทำงานดีขึ้น ส่งผลให้ระบบขับถ่ายในร่างกายทำงานได้ดี ช่วยลดอาการท้องผูก และสารลดกรดตามธรรมชาติที่มีอยู่ในกล้วยหอมยังช่วยลดอาการจุกเสียดแน่นท้อง แต่ก็ยังทำหน้าที่เคลือบผิวของกระเพาะอาหาร ทำให้เราไม่ต้องเสี่ยงกับโรคแผลในกระเพาะอาหารอีกต่อไป

            
                   แก้อาการเมาค้าง คิดว่าข้อนี้คงถูกใจบรรดาสาวกปาร์ตี้ทั้งหลาย แค่นำกล้วยหอมมาปั่นผสมกับน้ำผึ้ง เท่านี้ก็จะหายจากอาการเมาค้างเป็นปลิดทิ้ง เพราะด้วยสรรพคุณของน้ำผึ้ง และสารวิตามินในกล้วยจะช่วยปรับระดับน้ำตาลในเส้นเลือด และทำให้กระเพาะอาหารอยู่ในสภาวะที่พร้อมทำงานได้เร็วขึ้น......ทีนี้ใครจะ ปาร์ตี้ดึกแค่ไหนก็ไม่ต้องกลัวแฮงค์แล้ว

            
                    ป้องกันโรคอ้วนที่เกิดจากการทำงานมากเกินไป ที่สถาบันจิตวิทยาในออสเตรียได้ศึกษาและพบว่า ความเครียดจากที่ทำงานทำให้คนกินช็อกโกแล็ตและพวกโปเต้โต้ชิปส์มากเกินไป ทำให้น้ำหนักเพิ่มมากขึ้น แต่ถ้าเราเปลี่ยนมากินกล้วยหอมทุกๆ 2 ชั่วโมงแทน ร่างกายจะสามารถปรับระดับน้ำตาลในเลือด และลดอาการอยากกินของจุบจิบ 
            
                      ลดความอยากสูบบุหรี่ สำหรับคนที่อยากเลิกสูบบุหรี่ กล้วยหอมช่วยคุณได้ เพราะมีวิตามิน B6, B12 โปแตสเซียมและแม็กนีเซียม ที่มีอยู่มากในกล้วยหอม จะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วจากการขาดสารนิโคติน


credit : http://www.puadmens.com/puadmens/health-tips?articleId=16


.................................................

เพิ่มเติมนะคะ  กล้วยหอม มีสารทริพโตเฟนค่อนข้างสูง จึงถือเป็นอาหารอีกชนิดที่ช่วยให้หลับสบาย เพียงเลือกรับประทานกล้วยหอม 1 ลูก ช่วงหนึ่งหรือสองชั่วโมงก่อนนอน จะได้ผลอย่างดีเลย