1 พฤศจิกายน 2554

ไม่ได้เข้ามานานเท่าไหร่แล้วนะ
ไม่ได้ดูเลยด้วยซ้ำว่ามีใครแวะเวียนเข้ามาบ้างไหม
น่าสงสารนะ บล๊อกนี่กลายเป็นแค่ที่ระบายอารมณ์ของคนจิตใจอ่อนไหว
ทั้งๆที่มันสามารถให้คุณค่าได้มากกว่านั้น

แปลกดีเหมือนกัน
ทำไมในวันที่ฉันรู้สึกว่าเรื่องราวมันยุ่งเหยิง และฉันก็คิดว่ามันจะสามารถผ่านไปได้
กลับมามีเรื่องที่ยุ่งเหยิงยิ่งกว่า จนเกิดคำถามว่าฉันยังสามารถผ่านมันไปได้ไหม

เวลาที่เราพูดถึงความสุข เวลาที่เราบอกว่า เรามีความสุขที่สุด
นั่นเพราะเรารู้อยู่แล้วใช่ไหมว่า มันจะจบแค่ความสุขตรงนั้น
ฉันยอมรับ ว่าฉันได้ถลำลึกมากเกินไป
ฉันมัวเมากับความสุขนั้นมากจนเกินขอบเขตที่ตัวเองเคยตั้งไว้
สติที่เคยเตือนฉันอยู่เสมอมันหายไปตอนไหน
ไม่สิ ฉันต่างหากที่เป็นฝ่ายผลักไสมันออกไปเอง

แล้วทันทีที่มีความทุกข์ มันก็เลยถาโถมเข้ามาขนาดนี้
มันก็คงเหมือนมวลน้ำที่ท่วมประเทศเราอยู่มั้ง
มันคงมหาศาลมาก จนคันกั้นน้ำตาของคนๆนึงแตกจนได้
บ้าพอแล้วรึยังเนี้ย

ตอนนี้ฉันพยายามนั่งนึกถึงวันเก่าๆ
วันที่แสนเศร้า ว่าฉันผ่านมันมาได้อย่างไร
ฉันต้องยึดอะไร ฉันต้องคิดยังไง หรือทำยังไงไม่ให้คิด
ฉันเคยผ่านมันมาได้ครั้งนึง
ฉันคงสามารถผ่านมันไปได้อีกทีล่ะน่า

นั่งคิดกับตัวเอง แบบนี้มันเหมือนพระเจ้ากลั่นแกล้ง
ไม่สิ พระองค์คงกำลังทดสอบอะไรบางอย่างอยู่
หากเรามีความเชื่อมากพอ ศรัทธามากพอ เราก็จะสามารถผ่านมันไปได้
ฉันเชื่อในความรักของตัวเองมากน้อยแค่ไหน
ตอนนี้ คงถึงเวลาที่ฉันจะได้พิสูจน์มันแล้วสินะ

Rabi_Angel่mon
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยิ้มแย้ม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยิ้มแย้ม แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2554

รักทุกฤดู

ในค่ำคืนอันเหน็บหนาว
ดวงดาวสุกสกาวอยู่บนฟากฟ้า
สามลมแห่งเหมันต์ฤดูโบกพัดมา
แต่ในอุรา...กลับอบอุ่นเหลือเกิน

แม้อากาศจะร้อนแค่ไหน
หากแต่หัวใจก็ยังยิ้มได้
ด้วยความรักที่เปี่ยมล้นอยู่ภายใน
แสงแดดแรงกล้าสักเพียงใด...ก็มิอาจทำลายลง

เมฆหมอกห้อมล้อมคลุมท้องฟ้า
สายฝนหล่นลงมาไม่ขาดสาย
ความรักยังอยู่ในใจมิเสื่อมคลาย
เป็นดั่งฝนชุ่มฉ่ำโปรยปรายให้สุขใจ

ฤดูกาลเปลี่ยนผัน
หากแต่ใจกลับมิหวั่นไหว
จะร้อน...หนาว...เปียกปอนเท่าใด
ฤดูกาลผันผ่านไป...หัวใจกลับยังมั่นคง

หลังจากได้ฟังเพลง รักทุกฤดู ของน้ำชาโดยบังเอิญ
ทำให้เกิดแรงบันดาลใจอยากถ่ายทอดอะไรออกมาบ้าง
ตอนนี้อาจจะยังไม่ไพเราะสวยงาม เหมือนกับในเนื้อเพลง
คงต้องอาศัยระยะเวลาในการฝึกปรือค่ะ

สิ่งที่อยากถ่ายทอดออกไปก็คือ
กาลเวลาที่แปรเปลี่ยนไป มีคุณค่ามีความหมายในตัวของมันเอง
ฤดูร้อน ฤดูหนาว ฤดูฝน มีอารมณ์เป็นของตัวเอง
แต่ยามเราอยู่ในห้วงรัก ความหมายของฤดูกาลต่างๆก็เปลี่ยนไป
ลมหนาวไม่อาจสร้างความหนาวได้
เพราะความรักคอยห่มใจเราไว้ตลอด
ความร้อนจากแสงอาทิตย์ไม่อาจต้านทานความสดใส สดชื่นในรักได้
แม้แต่สายฝน ที่เคยว่าหม่นหมอง
แต่ในยามรัก ละอองฝนกลับดูงดงามแปลกตา

อาจจะมีคนสงสัยว่า แล้วถ้าเราไม่มีความรักล่ะ
ในขณะที่คุณอ่านถึงบรรทัดนี้
ลองถามตัวเองว่า คุณรักใครมากที่สุด
ถ้ามองซ้ายแลขวาไม่เห็นใคร ลองถามใหม่ คุณรักตัวเองไหม
แค่ความรักที่คุณมีให้ตัวคุณเอง ก็สร้างความแตกต่างบนโลกใบนี้แล้ว
แม้รักเค้าข้างเดียว นั่นก็คือความรัก
คุณโชคดีแค่ไหนแล้วที่ได้รับรู้ถึงความรู้สึกที่ได้รักใครสักคน
ฉันยังคงเชื่ออยู่เสมอว่า ความรักไม่อาจทำร้ายใครได้
ทุกวันนี้ที่ฉันยังยิ้มได้ เพราะความรักยังคงอยู่กับฉัน
ความรักไม่จำเป็นต้องมีผู้รับ
สิ่งที่ต้องทำ ก็แค่ให้ความรักไป
ความรักเป็นกิริยา เป็นสิ่งที่คุณต้องทำ มันถึงจะออกไปได้
เมื่อมันได้ออกไปแล้ว อย่าได้ไปคาดหวังว่ามันจะหวนกลับมาในรูปแบบเดิม
อย่าคาดหวังกับความรัก คุณก็แค่ให้มันออกไป

สิ่งที่ฉันได้ค้นพบจากความรัก คือความอิ่มใจที่ได้รัก
น้ำตาเป็นส่วนประกอบอันหลีกเลี่ยงไม่ได้
เพราะฉะนั้นจงปล่อยให้มันเกิดขึ้น
น้ำตาอาจทำให้เราหนาวเหน็บในฤดูหนาว
อาจทำให้ใจร้อนผ่าวในฤดูร้อน
หรืออาจทำให้เราเปียกปอนในฤดูฝน
แต่วันนึง มันจะเหือดแห้งไป
สิ่งเดียวที่ไม่เคยหายไปจากใจ นั่นคือ ความอิ่มใจที่ได้รักใครสักคน
มันเป็นความรู้สึกที่ยังคงอยู่ในใจ
แม้วันเวลาจะนำพาฤดูกาลเวียนผ่านไปเท่าไหร่ก็ตาม

ขอบคุณโลกใบนี้ที่สร้างสรรค์ความบันเิทิงในรูปบทเพลง
เพลงเพราะๆ ความหมายดีๆจึงได้ก่อเกิดมา

รักทุกฤดู

นับแต่วันที่เจอเธอแล้ว
ฉันได้เจอกับความเปลี่ยนแปลงมากมายเหลือเกิน
เหมือนฤดูที่ต่าง ฉันได้เจอกับฤดูร้อน
แสงตะวันส่องใจที่เคยหม่นหมองให้ละลาย

อยู่ๆ ก็มีลมฝนที่ตกหล่นมาเป็นสาย
เป็นฤดูที่เหงาใจ เหน็บหนาวหัวใจมากๆ เลย
ติดอยู่ในฤดูรัก ไม่อาจตัดใจออกไปไกลเธอสักครั้ง

ยังไงก็รักเธอคนเดียว คนเดียวที่รักทั้งหัวใจ
วันเวลาผ่านไป ฤดูเปลี่ยน
ฉันไม่เปลี่ยน รักเธออยู่อย่างนั้น
เธอคือความรักทุกฤดู คือฤดูรักที่ยาวนาน
เธอคือความผูกพันที่คอยผูกใจฉันอยู่
รักเธออยู่เหมือนเดิม

แม้ว่าวันต่อไปจากนี้
แม้จะมีอะไรเปลี่ยนไปมากมายก็ตาม
มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ แม้ว่ามันจะมีวันนั้น
ฉันกับเธออาจเจอกับความขัดแย้งไม่เข้าใจ

สิ่งหนึ่งที่ใจมันรู้ อยากบอกให้เธอได้รู้
ความรักมันไม่หายไป ยังหมุนรอบเธอทุกๆ วัน
จะผ่านไปฤดูไหน ไม่อาจเปลี่ยนใจจากเธอไปเลยสักครั้ง

ยังไงก็รักเธอคนเดียว คนเดียวที่รักทั้งหัวใจ
วันเวลาผ่านไป ฤดูเปลี่ยน
ฉันไม่เปลี่ยน รักเธออยู่อย่างนั้น
เธอคือความรักทุกฤดู คือฤดูรักที่ยาวนาน
เธอคือความผูกพันที่คอยผูกใจฉันอยู่
รักเธออยู่เหมือนเดิม

วันนี้ วันไหน ให้รู้ไว้อย่างฉันจะยังรักเธอ

ยังไงก็รักเธอคนเดียว คนเดียวที่รักทั้งหัวใจ
วันเวลาผ่านไป ฤดูเปลี่ยน
ฉันไม่เปลี่ยน รักเธออยู่อย่างนั้น
เธอคือความรักทุกฤดู คือฤดูรักที่ยาวนาน
เธอคือความผูกพันที่คอยผูกใจฉันอยู่
รักเธออยู่เหมือนเดิม

credit : www.siamzone.com

วันพฤหัสบดีที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2554

On My Own

ในวันสุดท้ายของการเดินทางครั้งนี้
ด้วยความบังเอิญ ที่รถเมล์แดงที่เราเหมาเค้ามาตลอด trip นี้เสีย
ทำให้เราต้องระหกระเหไปรอรถคันต่อไปที่มาถึงเร็วที่สุด
ไม่ช้าไม่นาน รถเมล์แดงคันแรกก็มาถึง
แย่ละ เค้ามีผู้โดยสารมาอยู่แล้วคนนึง เป็นชาวต่างชาติ งี้เราก็เหมาไม่ได้อ่ะสิ
แต่ก็ไม่เป็นไร ขอนั่งไปด้วยกัน เพราะเรากำลังไปตลาดกัน ทางผ่านอยู่แล้ว
พอขึ้นนั่งปุ๊บ พี่ฝรั่งรีบควักกล้องถ่ายรูปออกมาปั๊บ
นึกว่าอยากถ่ายรูปกับคนสวย (555 บรรทัดนี้ไม่ต้องอ่านก็ได้)
ขอให้เราถ่ายรูปเค้านั่งอยู่บนรถเมล์ให้หน่อย
เรื่องง่ายๆ กดแช๊ะเดียว คนถูกถ่ายยิ้ม คนถ่ายก็ยิ้มด้วย

ด้วยระยะทางที่ไม่ไกลมากนัก ทำให้เรามีโอกาสคุยกันเพียงเล็กน้อย
เค้าเป็นฝรั่งที่น่ารักมาก (หมายถึงนิสัยใจคอ) เค้าเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนากับพวกเราก่อนด้วยซ้ำ
เราคุยกัน ทำให้รู้ว่าเค้าก็เพิ่งมาจากกรุงเทพฯ มาเที่ยวเชียงใหม่
และโปรแกรมถัดไปคือไปเกาะช้าง ???
กรุงเทพฯ เชียงใหม่ เกาะช้าง ดูลำดับมันงงๆไหมนะ ทำไมไม่ไปเกาะช้างก่อนล่ะ
เค้าขำ แล้วตอบกลับมาว่ามันไม่ make sense ใช่ไหมล่ะ
เราก็เลยขำกัน แต่ฉันเข้าใจในสิ่งที่เค้าทำ

ใช่แล้ว การเดินทาง ท่องเที่ยวมันไม่จำเป็นต้องมีแผนหรอก
การเดินทางของชีวิตก็เช่นกัน มันไม่ต้องมีแผน
การมีแผน จะทำให้ชีวิตพังได้ง่ายขึ้น
เวลาที่อะไรๆไม่เป็นไปตามแผน ทุกสิ่งทุกอย่างจะคลาดเคลื่อนไปหมด
เวลาที่อะไรๆไม่เป็นไปตามแผน เราจะไปต่อไม่เป็น ไม่รู้ว่าต้องทำอะไรต่อไป
เพราะเรายึดติดกับ"แผน" เราทำอะไรนอกแผนการไม่ได้ ไม่มีแผนเราก็ไม่ซึ่งจุดมุ่งหมาย
แต่ลองคิดอีกมุมนึงดูสิ การไม่มีแผนนี่สิดี
อย่างน้อยถ้าอะไรๆไม่เป็นไปตามแผน เราก็จะได้พบเห็นสิ่งแปลกใหม่
คิดดูสิ ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามแผน ชีวิตมันจะจืดชืดแค่ไหน
คุณจะมีโอกาสได้เจอสถานการณ์คับขัน หรือความรู้สึกประหลาดๆเหล่านี้ได้อย่างไร
ไม่จำเป็นต้องมีแผน ทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นสิ่งแปลกใหม่ให้กับชีวิตเสมอ
พี่ฝรั่งคนนี้เค้าไม่มีแผน เค้าแค่คิดไว้ว่าจะไปที่นั่นที่นี่
แต่ท้ายที่สุด เค้าจะไปโผล่ที่ไหนเค้าก็ยังไม่รู้

แค่คุณพร้อมที่จะก้าวออกไป สิ่งสำคัญที่สุด คือ ก้าวแรก
การเดินทางมาเมืองไทยครั้งนี้ เป็นการเดินทางด้วย"ตัวเอง"ครั้งแรกของเค้า
เค้าพูดคำว่า on my own ได้อย่างภาคภูมิใจ ฉันเห็นมันจากน้ำเสียงที่เค้าถ่ายทอดออกมา
นี่แหละ สิ่งที่ฉันพลาดมาโดยตลอด
ในสมัยตอนเรียน ป.6 คุณครูให้การบ้านเราเป็นการทำจิ๊กซอประเทศไทย
(โหดไปไหมสำหรัยเด็กประถม)
ฉันตั้งใจระบายสีแผนที่ประเทศไทย ลงเส้นตัดขอบทุกจังหวัดอย่างสวยงาม
ไม่ต้องสงสัย โซนแถวๆกรุงเทพฯ ฉันระบายสีเดียวกัน เพราะมันเล็กเกินไป ฉันตัดไม่ได้
พอทำเสร็จ ด้วยความภูมิใจ ฉันนั่งเล่นจิ๊กซอไทยแลนด์ของฉัน
ค่อยๆเรียงจังหวัดต่างๆ แล้วค่อยๆนึกว่าจังหวัดนี้ฉันเคยไปไหม ไปเจออะไรบ้าง
ในตอนนั้น ไกลที่สุดที่ฉันเคยไป คือ อยุธยา
มันจะดูโหดร้ายไปไหมสำหรับคนไทย ที่มีจังหวัดมากถึง 70 กว่า แต่ไปได้ไกลสุดแค่อยุธยา
ในตอนนั้น ฉันเลยตั้งปณิธานไว้ว่า โตขึ้นฉันจะเที่ยวให้ครบทุกจังหวัด
ฉันจะซื้อแผนที่ประเทศไทยใบใหญ่ๆมาติดผนัง
แล้วถ่ายรูปเป็นที่ระลึกของแต่ละจังหวัดเอาไปติดไว้

....เวลาผ่านไป 15 ปี...
ภายในรถเมล์แดงที่กำลังแล่นถึงจุดหมายปลายทาง
อดีตในตอนนั้นได้หวนกลับมาหาฉันอีกครั้ง
ผู้มาเยือนจากต่างถิ่นกลับเป็นคนที่กระตุ้นเตือนให้ฉันจำประเทศของตัวเองได้
ไม่ใช่ว่าฉันถนัดเที่ยวต่างประเทศ แต่ความจริงก็คือ ฉันไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนเลยต่างหาก
 ใช่แล้ว นี่แหละคือก้าวแรกของเค้า การท่องเที่ยว"ด้วยตัวเอง"
และนี่ก็อาจจะเป็นการเปิดทางให้ ฉันได้มี"ก้าวแรก"แบบเค้าบ้าง
การมาเชียงใหม่ครั้งนี้ ฉันพลาดก้าวแรกของฉันไปแล้ว
แต่ไม่เป็นไร ยังไงมันต้องมีคราวหน้าแน่นอน

ฉันอยากเห็นประเทศไทยในแบบของฉัน
หนังสือนำเที่ยวไม่จำเป็น
ฉันอยากเห็นชีวิตในแบบที่ฉันเป็น
มันต้องมีสักวันที่ฉันจะได้เริ่มก้าวเดิน "on my own" ได้อย่างภาคภูมิใจ

(7 ม.ค. 2554 : หลังกลับจากเชียงใหม่)

วันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

วันเกิดแห่งความรัก


มนุษย์ ภายหลังการปฏิสนธิ
เราจะเจริญเติบโตอยู่ในครรภ์มารดา เป็นเวลานานถึง 9 เดือน
เป็นช่วงเวลาที่ทารกจะปลอดภัยที่สุด สบายที่สุด
ได้รับการปกป้องเป็นอย่างดี

เต็มเปี่ยมไปด้วยคลื่นของความรัก
จนเมื่อครบกำหนดเวลา
เราจึงได้ออกมาสัมผัสความรักของโลก...

ถ้านับถอยหลังไป 9 เดือน
ฉันอนุมานเอาเองว่า ฉันถือกำเนิดมาในวันแห่งความรัก
14 พฤศจิกายน ถอยไป 9 เดือน ก็เป็น 14 กุมภาพันธ์
นั่นเป็นวันที่ฉันเกิด...

อันที่จริงวันเวลานาทีที่เราเกิด คงไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับบุคลิภาพของคนมากนัก
แต่ฉันเชื่อว่าอนุภาพของความรักส่งผลต่อเราทุกคน
ฉันเกิดจากความรัก ในวันที่คนรักกันแสดงออกถึงความรักที่เขามีให้กันและกัน
วันที่อบอวลไปด้วยความอบอุ่นของความรักลอยอยู่ในอากาศ
เพราะงั้น ในระหว่างที่ฉันหลับสบายอยู่ในครรภ์
เซลล์แห่งความรักจึงกระจายตัวแทรกซึมอยู่ในทุกอณูของร่ายกายฉัน
และทำให้ฉันเกิดมาพร้อมกับความรักล้นปรี่

ไม่ใช่ว่าฉันกำลังมีความรักจึงเขียนข้อความเหล่านี้ได้
ความรักก่อเกิด มาแล้วก็ไป มาแล้วก็ไป เป็นวัฏจักร วนเป็นวงกลม
แต่ไม่มีวันหมด...
ด้วยความที่มีความรักพบติดมาด้วยตั้งแต่เกิด
ทำให้ฉันรู้สึกอยากจะถ่ายโอนความรักให้ใครๆบ้าง
ทั้งคน สัตว์ และสิ่งของ
จนทำให้บางครั้งฉันแปลกใจ ที่มีคนบอกว่า "รักใครไม่เป็น"
บอกตรงๆ ว่าฉันไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร
มันง่ายนิดเดียว แคุ่คุณให้ความรักออกไป เท่าั้นั้นเอง
แต่ก็อย่างที่บอก ฉันเกิดในวันแ่ห่งความรัก วันแห่งการให้
มันเลยเป็นการง่ายกับตัวฉันเอง ในการให้ความรัก

โลกนี้เต็มไปด้วยสิ่งสวยงาม
แม้สิ่งไม่สวยงาม เรายังสามารถเห็นความงามของมันได้
ยามน้ำหลากมาท่วมประเทศ
เรายังเห็นน้ำใจคนที่หลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศ
หรือแม้แต่การเกิดแผ่นดินไหว
เรายังได้เห็นความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนทั้งโลก
มันมีความสวยงามอันเกิดจากความรัก ความเอื้ออาทร
ที่ซ้อนอยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านั้น
ไม่มีใครไร้ซึ่งความรักโดยแท้จริง
แม้แต่ศพไร้ญาติ วันหนึ่งเขาเหล่านั้นก็ได้กลับไปสู่ธรรมชาติ
ความรักจากธรรมชาติ จากพื้อแผ่นดิน
โอบกอดเขาไว้ในยามที่เขาหลับนิรันดร์
คนเราเกิดมาพร้อมกับความรัก
และความรักมาส่งเราเมื่อยามเราจากไป
แต่ความรักจะไม่ไปกับเรา มันจะยังคงอยู่
ดำรงอยู่ต่อไปเพื่อสร้างวัฏจักรให้โลกหมุนเวียนเปลี่ยนฤดูกาล
เพราะมันรู้ว่า ในยามที่เราเกิดมาอีกครั้ง
เราก็จะมีความรักครั้งใหม่เกิดพร้อมกับเราเช่นกัน
.......
ขอให้ความรัก(ที่มีอยู่ในตัวคุณทุกคน)จงดำรงอยู่เช่นนั้นตลอดไป

กาต่าย
14 พฤศจิกายน 2553

วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2553

การที่จะรักใครสักคน...

การที่จะรักใครสักคน...
ไม่จำเป็นต้องไปหาเหตุผลว่า
ทำไมจึงไปรักได้...แต่ให้รุ้ไว้ว่า
ทุกวันนี้รัก...และต้องรัก...
ให้ดีที่สุดก็พอ

การที่จะรักใครสักคน...
ไม่ต้องไปเสียเวลาคิดว่า..
เขาทำอะไรเพื่อเราบ้าง
แต่ให้มานั่งถามตัวเองดูว่า...
วันนี้ทำอะไรเพื่อคนที่เรารัก...
หรือยัง...

การที่จะรักใครสักคน...
ไม่ต้องมัวไประแวงว่า...เขาจะมีใครอื่น
นอกเหนือจากเรา...
แต่ควรระวังใจของตัวเอง
ให้เข้มแข็งพอที่จะไม่รับใคร
เข้ามาในใจอีก...

การที่จะรักใครสักคน...
ไม่จำเป็นต้องบอกรัก...กันทุกวัน...
เพราะการที่คอยห่วงใยกันอยู่เสมอ...
สามารถทดแทนคำว่ารัก..
ได้ดี...

การที่จะรักใครสักคน...
เมื่อทะเลาะกัน...คำว่าแพ้หรือชนะ
ก็ไม่สำคัญ...
จึงยอมให้เป็นฝ่ายชนะเสมอ...
ถ้าทำให้เขาสบายใจ...

การที่จะรักใครสักคน...
ไม่จำเป็นต้องตัวติดกัน...
ตลอดเวลา...
แค่มีเขาอยู่ในใจตลอดเวลา...
.....ก็พอ.....

การที่จะรักใครสักคน...
ไม่ควรพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเขา...
แต่ควรพยายามปรับตัวเอง
ให้เข้ากับเขาจะดีกว่า....


ความรักสอนให้ได้เรียนรู้...ในหลายๆสิ่ง...
ความรักทำให้เป็นมนุษย์...ที่สมบูรณ์แบบ...
ความรักเป็นบทเรียนดีๆ...ที่ไม่อาจเข้าใจได้ถ่องแท้...
ถ้าไม่ได้สัมผัสด้วยตัวเอง...........

.......................................

นี่คือสิ่งที่ได้เรียนรู้....
จากการที่ได้รัก....ใครสักคน.....

......................................................

ได้มาจาก forward mail เค้าไม่ได้ให้เครดิตมา เลยไม่รู้จะลงชื่อใคร

วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553

ไอ้เหม็นของฉัน

มันเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่นั้น ไม่สามารถทราบได้ แต่นับตั้งแต่จำความไ้ด้ก็รู้สึกว่าขาดมันไม่ได้เลย
ถ้าถามว่า อะไรคือของรักที่สุด แทบไม่ต้องใช้เสี้ยววินาทีในการคิดเลย
ใช่แล้ว มันก็คือ "ไอ้เหม็น"

ฉันไม่รู้ว่าฉันติดมันตั้งแต่เมื่อไหร่
ก็เหมือนลีโอนาโด ดิคาปิโอไม่รู้ว่าตัวเองเข้ามาอยู่ในฝันตั้งแต่ตอนไหนในหนัง Inception
แต่ที่แน่ๆ ฉันขาดมันไม่ได้เลยจริงๆ

ตอนเรียนอนุบาล จำได้เลยว่าแอบเอาไอ้เหม็นใส่กระเป๋าหนังสือไปโรงเรียนด้วย
เด็กอนุบาลต้องนอนกลางวัน..
ตอนนอนกลางวัน ฉันก็จะเอาไอ้เหม็นมาบี้ๆๆ...แล้วก็ครอกฟี้ไปเลย
พอเริ่มโตมาสักนิด ไอ้เหม็นกลับกลายเป็นหมือนปมด้อยของฉัน
เวลาเอาไปไหนด้วย ก็ชอบมีคนแซว ก็พวกผู้ใหญ่นั่นแหละ
แซวแล้วก็หัวเราะ ชอบใจกันเอง แต่ไม่ใช่กับฉันเลยสักนิด
ฉันแค่เอาไอ้เหม็นมาบี้ๆๆเวลาออกไปกินข้าวข้างนอก
ก็เท่านั้นเอง ไม่ได้เอาไปคลุมหัวใครซักหน่อย
ไม่เห็นจะต้องพูดให้มันดูเหมือนเป็นของน่ารังเกียจเลย
พอโตมากขึ้นถึงวัยทำงาน
ทีนี้ "ไอ้เหม็น" ไม่เคยห่างตัวฉันเลย
ข้อดีของการเป็นผู้ใหญ่ ก็คือ เราทำอะไรก็ได้ที่เราอยากทำ
ฉันสามารถพกไอ้เหม็นไปเที่ยวต่างจังหวัด ดูหนัง ฟังเพลง กินข้าว
แม้กระทั่งตอนขับรถ ฉันพามันไปได้ทุกที่เลย

ไอ้เหม็น มีมาหลาย generation แล้ว
ที่มาของมัน แม่ฉันบอกว่า น่าจะมาจากเมื่อก่อนแม่ฉันชอบใส่ชุดนอนผ้าลื่นๆ
เวลาฉันนอนข้างๆแม่ ก็ชอบไปจับชายกระโปรงลื่นๆ จับๆๆลื่นๆๆๆแล้วก็หลับสบาย
ไม่แน่ว่านั่นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นก็ได้นะ
ไ้อ้เหม็นรุ่นแรก ก็นั่นแหละ ชุดนอนแม่
จับๆๆบี้ๆๆ ยึดเลย ไม่ให้แม่เอาไปซักด้วยนะ แหกปากร้องแน่นอน
และนั่นก็เป็นที่มาของชื่อ "ไอ้เหม็น"
คงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณ เพราะก็สมชื่ออ่ะนะ
ไอ้เหม็นรุ่นชุดนอนแม่อยู่กับฉันนานมาก
จำไม่ได้ว่าแม่เอาไปทิ้งเมื่อไหร่ แต่ที่รู้ก็คือ ร้องไห้...นานมากกกกกก

มีช่วงหนึ่งที่ฉันไม่มีไอ้เหม็นคู่กาย
ฉันกลายเป็นเด็กปกติ แต่ฉันจำช่วงชีวิตตอนนั้นไม่ได้เลย
ฉันจำไม่ได้ว่าตอนไม่มีไอ้เหม็นฉันทำอะไร
ความทรงจำฉัน จำได้แต่ตอนที่ฉันยังมีไอ้เหม็นอยู่

การแสวงหาไอ้เหม็นที่ดี ที่เหมาะกับเรา ไม่ใช่เรื่องง่าย
ก็อย่างที่ฉันบอก ไอ้เหม็นของฉันมีหลาย generation ถ้านับแล้วก็น่าจะถึงสิบ
ไอ้เหม็นรุ่นปัจจุบันนี้ ฉันเลยตั้งใจว่าจะดูแลมันอย่างดี
ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้เลยล่ะ
...........................................................................................................
ฉันพูดถึงมันทำไมหน่ะหรอ
ความรักของฉัน เปรียบเหมือนไอ้เหม็น.....
.
.
.
มันเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่นั้น ไม่สามารถทราบได้ แต่นับตั้งแต่จำความรู้สึกนี้ไ้ด้ก็ขาดมันไม่ได้เลย
ถ้าถามว่า อะไรคือของรักที่สุด แทบไม่ต้องใช้เสี้ยววินาทีในการคิดเลย
ใช่แล้ว สิ่งนั้นก็คือ "คนที่ฉันรัก"

ฉันไม่รู้ว่าฉันติดเขาตั้งแต่เมื่อไหร่
ก็เหมือนลีโอนาโด ดิคาปิโอไม่รู้ว่าตัวเองเข้ามาอยู่ในฝันตั้งแต่ตอนไหนในหนัง Inception
แต่ที่แน่ๆ ฉันขาดเขาไม่ได้เลยจริงๆ

ตอนคบกันแรกๆ จำได้เลยว่าฉันต้องแอบซ่อนความรู้สึกดีๆที่มีต่อเขา เพื่อไม่ให้ดูน่าเกลียด
เย็นย่ำหลังทำงาน เรากลับมาคุยโทรศัพท์กัน
ตอนเราคุยโทรศัพท์ ฉันก็ได้ซึมซับความรู้สึกดีๆเหล่านี้ของความรัก...แล้วก็ครอกฟี้ไปเลย
พอเริ่มคบกันมาได้สักพัก ความรักของฉันกลับกลายเป็นเหมือนปัญหาหน่อยๆกับฉัน
คนที่ฉันรัก มักจะกลัวว่าเค้าไม่เหมาะสม ไม่คู่ควร เป็นเหมือนจุดด้อยในชีวิตฉัน
เวลาไปไหนมาไหนกัน เขาก็ชอบตำหนิตัวเขาเอง
คนอื่นอาจจะมองว่าไม่เหมาะสม ไมู่่คู่ควร แต่ไม่ใช่กับฉันเลยสักนิด
ฉันแค่อยากจะรัก อยากจะไปไหนมาไหนกับคนที่ฉันรัก
ก็เท่านั้นเอง ไม่ได้เอาแฟนไปเที่ยวต่อยใครซักหน่อย
ไม่เห็นจะต้องพูดให้เขาดูเหมือนเป็นนักเลงหัวไม้เลย
พอเราคบกันนานขึ้น จนถึงทุกวันนี้
ทีนี้ "คนที่ฉันรัก" เราแทบไม่เคยห่างกันเลย
ข้อดีของการเป็นผู้ใหญ่ ก็คือ เราทำอะไรก็ได้ที่เราอยากทำ
ฉันสามารถไปไหนมาไหนกับเขาได้ทุกที่ ไม่ว่าจะไปเที่ยวต่างจังหวัด ดูหนัง ฟังเพลง กินข้าว
แม้กระทั่งตอนขับรถ(เช้าๆ) ฉันสามารถอยู่กับเขาได้ตลอดเวลา

ความรักของฉัน มีมาหลายครั้งแล้ว
ที่มาของความเชื่อในความรักของฉัน อาจจะเริ่มมาจากการอ่านการ์ตูนตาหวาน
ความรักในหนังสือ มันช่างหอมหวานซะจริงๆ
ไม่แน่ว่านั่นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นก็ได้นะ
รักครั้งแรก เริ่มไม่ค่อยสวย จบไม่ค่อยดีเท่าไหร่
จะดีได้ไง ก็รักเขาข้างเดียว
ฉันเก็บความรู้สึกนั้นไว้นานมาก
ฉันจำได้ว่าพอรุกเข้าหน่อย เขาก็ตีตัวออกห่าง
พร้อมกับบอกว่ารักไม่ได้จริงๆ และแน่นอนว่าฉันนอนร้องไห้ทั้งคืน

มีช่วงหนึ่งที่ฉันไม่ได้มีความรัก
ฉันกลายเป็นคนธรรมดา แต่ฉันจำช่วงชีวิตตอนนั้นไม่ได้เลย
ฉันจำไม่ได้ว่าตอนไม่มีความรักฉันทำอะไรได้บ้าง
ความทรงจำฉัน จำได้แต่ตอนที่ฉันยังมีสิ่งที่เรียกว่าความรักอยู่

การแสวงหาความรักที่ดี ที่เหมาะกับเรา ไม่ใช่เรื่องง่าย
ก็อย่างที่ฉันบอก ความรักของฉัน มีมาหลายครั้งแล้ว ถ้านับแล้วก็น่าจะสักสาม
คนรักคนปัจจุบันนี้ ฉันเลยตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะดูแลเขาอย่างดี
ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้เลยล่ะ....
 ...........................................................................................................

ฉันบี้ไอ้เหม็นตั้งแต่จำความได้จนถึงปัจจุบัน นั่นก็คือเกิน 20 ปีมาแล้ว
แต่ฉันยังไม่รู้สึกเบื่อไอ้เหม็นเลย
และแน่นอน ฉันก็ไม่เคยรู้สึกเบื่อคนรักของฉันเลย

บางวันไอ้เหม็นไม่ลื่น บางวันมันหอมจากการที่แม่เอาไปซัก บางวันหมาที่บ้านเอามันไปกัดจนมันเหม็นเกินไป
ฉันก็ยังรักมัน และพร้อมที่จะเอานิ้วไปจับ ไปบี้มันเสมอ

บางวันคนรักของฉันหงุดหงิด ฉุนเฉียว ฉันทำอะไรก็ไม่สบอารมณ์ ติสท์แตก
ฉันก็ยังรักเขา และพร้อมที่จะโอบกอดเขาไว้เสมอ

ฉันรักไอ้เหม็นที่มันลื่นๆเหลือบๆยังไง ฉันก็รักคนรักของฉันไม่ต่างกัน....