ความสำคัญของวันขึ้นปีใหม่ ไม่ได้อยู่ที่ว่ามันเป็นวันแรกของปี
ไม่มีใครรู้หรอกว่า วันไหนคือวันแรกจริงๆ วัฏจักรของวันเวลาเดินเวียนไปในรูปแบบเดิมๆของมันตลอดเวลา
วันปีใหม่จึงมีคุณค่าขึ้นมา เพียงเพราะเรามอบค่าให้มัน
มอบให้มันเป็นวันแห่งการเริ่มต้นใหม่
ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว วันทุกวันก็คือการเริ่มต้นวันใหม่
ฉันจะไม่กล่าวโทษคนที่คิดจะเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆในวันขึ้นปีใหม่
เราทุกคนต่างก็ต้องการแรงบันดาลใจอะไรบางอย่างในการเริ่มต้น
และ อะไรก็ตามที่ "ใหม่" ย่อมเป็นการเริ่มต้นที่ดี
ในวันนี้ โดยไม่ทันตั้งตัว ฉันรับรู้ได้ถึงความรู้สึกใหม่ๆที่เกิดขึ้นภายใน
แปลกมากทั้งๆที่ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม แต่มันกลับดูแปลกใหม่ไปซะหมด
ทุกๆปีี่ผ่านมา ฉันไม่เคยได้เอ่ย สวัสดีปีใหม่ กับคนในครอบครัว
เราต่างคนต่างก็มีปาร์ตี้สนุกสนานเป็นของตัวเอง
ในตอนนั้น การเื้อื้อนเอ่ยอะไรต่อกันจึงไม่ค่อยมีความสำคัญเท่าไหร่ในความเห็นของฉัน
เมื่อคืนนี้ คืนวันส่งท้ายปีเก่า ฉันมีโอกาสได้เห็นการพูดสวัสดีปีใหม่กับคนในครอบครัว
บทสนทนาระหว่างพ่อลูก อวยพรวันปีใหม่กัน
นั่นละมั้ง ที่เป็นจุดที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่นี้ขึ้นมาภายใจจิตใจของฉัน
ก่อนการเดินทางไปฉลองกับพี่สาว
ฉันไปรอพี่สาว และแวะเข้าห้องน้ำที่ห้างเทสโก้ โลตัส
แม่บ้านกำลังถูพื้นห้องน้ำอยู่ เราสบตากันผ่านกระจกในห้องน้ำ
แม่บ้านก็เลยพูดขึ้นมาว่า ตัวทำงานอยู่นี่ แต่ใจไปอยู่ที่อุบลแล้ว
ในตอนนั้น ฉันรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรหนักๆอยู่ที่คอ
เราสนทนากันสักครู่หนึ่ง จนพี่ฉันโทรมาว่าเค้ามาถึงแล้ว
ก่อนออกจากห้องน้ำ ฉันหันไปหาป้าแม่บ้านคนนั้น
แล้วเอ่ย "สวัสดีปีใหม่นะคะ"
จากคำอวยพรปีใหม่ของพ่อลูก มาถึงการเอ่ยสวัสดีปีใหม่กับคนแปลกหน้า
ฉันว่าบางอย่างในตัวฉันมันกำลังเปลี่ยนไปทำให้ฉันกลายเป็นคนใหม่
เช้าวันนี้ ก่อนออกจากบ้าน (ความจริงก็คือ ฉันเดินออกไปแล้วหน่อยนึง)
ฉันพูดคำว่า "สวัสดีปีใหม่จ้าป่ะป๊า หม่าม้า"
แล้วฉันก็เดินออกจากบ้านมาพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้าตัวเอง
นี่เป็นสิ่งใหม่สิ่งแรกที่เกิดขึ้นกับฉันในวันขึ้นปีใหม่
......
1 พฤศจิกายน 2554
ไม่ได้เข้ามานานเท่าไหร่แล้วนะ
ไม่ได้ดูเลยด้วยซ้ำว่ามีใครแวะเวียนเข้ามาบ้างไหม
น่าสงสารนะ บล๊อกนี่กลายเป็นแค่ที่ระบายอารมณ์ของคนจิตใจอ่อนไหว
ทั้งๆที่มันสามารถให้คุณค่าได้มากกว่านั้น
แปลกดีเหมือนกัน
ทำไมในวันที่ฉันรู้สึกว่าเรื่องราวมันยุ่งเหยิง และฉันก็คิดว่ามันจะสามารถผ่านไปได้
กลับมามีเรื่องที่ยุ่งเหยิงยิ่งกว่า จนเกิดคำถามว่าฉันยังสามารถผ่านมันไปได้ไหม
เวลาที่เราพูดถึงความสุข เวลาที่เราบอกว่า เรามีความสุขที่สุด
นั่นเพราะเรารู้อยู่แล้วใช่ไหมว่า มันจะจบแค่ความสุขตรงนั้น
ฉันยอมรับ ว่าฉันได้ถลำลึกมากเกินไป
ฉันมัวเมากับความสุขนั้นมากจนเกินขอบเขตที่ตัวเองเคยตั้งไว้
สติที่เคยเตือนฉันอยู่เสมอมันหายไปตอนไหน
ไม่สิ ฉันต่างหากที่เป็นฝ่ายผลักไสมันออกไปเอง
แล้วทันทีที่มีความทุกข์ มันก็เลยถาโถมเข้ามาขนาดนี้
มันก็คงเหมือนมวลน้ำที่ท่วมประเทศเราอยู่มั้ง
มันคงมหาศาลมาก จนคันกั้นน้ำตาของคนๆนึงแตกจนได้
บ้าพอแล้วรึยังเนี้ย
ตอนนี้ฉันพยายามนั่งนึกถึงวันเก่าๆ
วันที่แสนเศร้า ว่าฉันผ่านมันมาได้อย่างไร
ฉันต้องยึดอะไร ฉันต้องคิดยังไง หรือทำยังไงไม่ให้คิด
ฉันเคยผ่านมันมาได้ครั้งนึง
ฉันคงสามารถผ่านมันไปได้อีกทีล่ะน่า
นั่งคิดกับตัวเอง แบบนี้มันเหมือนพระเจ้ากลั่นแกล้ง
ไม่สิ พระองค์คงกำลังทดสอบอะไรบางอย่างอยู่
หากเรามีความเชื่อมากพอ ศรัทธามากพอ เราก็จะสามารถผ่านมันไปได้
ฉันเชื่อในความรักของตัวเองมากน้อยแค่ไหน
ตอนนี้ คงถึงเวลาที่ฉันจะได้พิสูจน์มันแล้วสินะ
Rabi_Angel่mon
ไม่ได้เข้ามานานเท่าไหร่แล้วนะ
ไม่ได้ดูเลยด้วยซ้ำว่ามีใครแวะเวียนเข้ามาบ้างไหม
น่าสงสารนะ บล๊อกนี่กลายเป็นแค่ที่ระบายอารมณ์ของคนจิตใจอ่อนไหว
ทั้งๆที่มันสามารถให้คุณค่าได้มากกว่านั้น
แปลกดีเหมือนกัน
ทำไมในวันที่ฉันรู้สึกว่าเรื่องราวมันยุ่งเหยิง และฉันก็คิดว่ามันจะสามารถผ่านไปได้
กลับมามีเรื่องที่ยุ่งเหยิงยิ่งกว่า จนเกิดคำถามว่าฉันยังสามารถผ่านมันไปได้ไหม
เวลาที่เราพูดถึงความสุข เวลาที่เราบอกว่า เรามีความสุขที่สุด
นั่นเพราะเรารู้อยู่แล้วใช่ไหมว่า มันจะจบแค่ความสุขตรงนั้น
ฉันยอมรับ ว่าฉันได้ถลำลึกมากเกินไป
ฉันมัวเมากับความสุขนั้นมากจนเกินขอบเขตที่ตัวเองเคยตั้งไว้
สติที่เคยเตือนฉันอยู่เสมอมันหายไปตอนไหน
ไม่สิ ฉันต่างหากที่เป็นฝ่ายผลักไสมันออกไปเอง
แล้วทันทีที่มีความทุกข์ มันก็เลยถาโถมเข้ามาขนาดนี้
มันก็คงเหมือนมวลน้ำที่ท่วมประเทศเราอยู่มั้ง
มันคงมหาศาลมาก จนคันกั้นน้ำตาของคนๆนึงแตกจนได้
บ้าพอแล้วรึยังเนี้ย
ตอนนี้ฉันพยายามนั่งนึกถึงวันเก่าๆ
วันที่แสนเศร้า ว่าฉันผ่านมันมาได้อย่างไร
ฉันต้องยึดอะไร ฉันต้องคิดยังไง หรือทำยังไงไม่ให้คิด
ฉันเคยผ่านมันมาได้ครั้งนึง
ฉันคงสามารถผ่านมันไปได้อีกทีล่ะน่า
นั่งคิดกับตัวเอง แบบนี้มันเหมือนพระเจ้ากลั่นแกล้ง
ไม่สิ พระองค์คงกำลังทดสอบอะไรบางอย่างอยู่
หากเรามีความเชื่อมากพอ ศรัทธามากพอ เราก็จะสามารถผ่านมันไปได้
ฉันเชื่อในความรักของตัวเองมากน้อยแค่ไหน
ตอนนี้ คงถึงเวลาที่ฉันจะได้พิสูจน์มันแล้วสินะ
Rabi_Angel่mon
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พูดคุย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พูดคุย แสดงบทความทั้งหมด
วันเสาร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2554
วันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
ต้องมนต์ มูราคามิ
เมื่อวานได้หนังสือดีๆมาเล่มนึงค่ะ
"Norwegian Wood" หรือในชื่อภาษาไทย "ด้วยรัก ความตาย และหัวใจสลาย"
ของนักเขียนคนดัง Haruki Murakami
อันที่จริง เคยได้ยินเรื่องนี้มานานแล้วค่ะ
แต่ที่ทำให้กลับมาสนใจใหม่และสนใจมากขึ้น
ก็เพราะนิยายเรื่องนี้ได้รับการนำมาทำเป็นภาพยนตร์
รวมทั้งเนื้อหาที่น่าสนใจค่ะ
อาจจะเพราะด้วยเนื้อหาบางส่วนในเรื่อง มีส่วนคล้ายคลึงกับสถานการณ์ในชีวิตจริง
ทำให้รู้สึกอยากอ่านขึ้นมามากมาย
ใช้เวลาในการอ่านรวม 12 ชม. อ่านยาวรวดเดียวจบค่ะ
ส่วนเนื้อหาของเรื่องเป็นอย่างไรนั้น
อีกไม่นานเมื่อมีการโปรโมทหนัง ก็น่าจะได้รับทราบกัน
ในเนื้อเรื่องมีหลายๆประโยคที่น่าประทับใจหลายประโยค
อ่านไปแล้วก็ทำให้รู้สึกสะอึกได้เหมือนกัน
Haruki Murakami คงเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายๆคน
สไตล์การเขียนของเขาไม่เหมือนกับคนญี่ปุ่นจริงๆค่ะ
มีกลิ่นไอของตะวันตกอยู่สูงเหมือนกัน
ที่บอกว่า "ต้องมนต์" หมายความอย่างนั้นจริงๆค่ะ
เมื่อเริ่มอ่านตั้งแต่หน้าแรก ก็ไม่สามารถวางหนังสือเล่มนี้ลงได้เลย
สิ่งที่เกิดขึ้นในหนังสือเล่มนี้ ค่อยๆขมวดปมของอะไรบางอย่างเข้ามาในสมอง
เสียน้ำตาไปหลายรอบ
หลังอ่านจบ ผลที่เกิดขึ้นก็คือ
วันนี้ทั้งวัน ทำงานไม่่รู้่เรื่องเลยค่ะ
มนต์ของมูราคามิทำพิษเอาซะแล้ว
วันนี้รู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรสังอย่างอยู่ในหัว ไม่สามารถสลัดออกไปได้
เป็นความทรมานไ่ม่เคยพบเจอจริงๆค่ะ
บนความดีใจที่เราได้เรียนรู้ความรู้สึกของคนที่ว่างเปล่า
แต่ในขณะเดียวกัน เราก็เหมือนถูกดึงให้เข้าสู่ความเว้าแหว่งนั้น
ไม่อาจจะพูดได้เต็มปากว่า เป็นหนังสือต้องคำสาป
แต่ถ้าเราปล่อยใจให้ไหลไปกับความรู้สึกของตัวละครมากเกินไป
คงกู่ไม่กลับแน่นอน...
หัวใจสลาย คำพูดเรียบง่าย แต่เจ็บปวดเจียนตาย
"ครองชีวิตให้มีสุข" เรโกะหันมาบอกในตอนก้าวขึ้นรถไฟ "นั่นเป็นคำแนะนำข้อเดียว
ที่ฉันจะมอบให้คุณได้ ไม่มีอะไรอื่นอีกแล้ว...ครองชีวิตให้มีสุข"
.....
"Norwegian Wood" หรือในชื่อภาษาไทย "ด้วยรัก ความตาย และหัวใจสลาย"
ของนักเขียนคนดัง Haruki Murakami
อันที่จริง เคยได้ยินเรื่องนี้มานานแล้วค่ะ
แต่ที่ทำให้กลับมาสนใจใหม่และสนใจมากขึ้น
ก็เพราะนิยายเรื่องนี้ได้รับการนำมาทำเป็นภาพยนตร์
รวมทั้งเนื้อหาที่น่าสนใจค่ะ
อาจจะเพราะด้วยเนื้อหาบางส่วนในเรื่อง มีส่วนคล้ายคลึงกับสถานการณ์ในชีวิตจริง
ทำให้รู้สึกอยากอ่านขึ้นมามากมาย
ใช้เวลาในการอ่านรวม 12 ชม. อ่านยาวรวดเดียวจบค่ะ
ส่วนเนื้อหาของเรื่องเป็นอย่างไรนั้น
อีกไม่นานเมื่อมีการโปรโมทหนัง ก็น่าจะได้รับทราบกัน
ในเนื้อเรื่องมีหลายๆประโยคที่น่าประทับใจหลายประโยค
อ่านไปแล้วก็ทำให้รู้สึกสะอึกได้เหมือนกัน
Haruki Murakami คงเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายๆคน
สไตล์การเขียนของเขาไม่เหมือนกับคนญี่ปุ่นจริงๆค่ะ
มีกลิ่นไอของตะวันตกอยู่สูงเหมือนกัน
ที่บอกว่า "ต้องมนต์" หมายความอย่างนั้นจริงๆค่ะ
เมื่อเริ่มอ่านตั้งแต่หน้าแรก ก็ไม่สามารถวางหนังสือเล่มนี้ลงได้เลย
สิ่งที่เกิดขึ้นในหนังสือเล่มนี้ ค่อยๆขมวดปมของอะไรบางอย่างเข้ามาในสมอง
เสียน้ำตาไปหลายรอบ
หลังอ่านจบ ผลที่เกิดขึ้นก็คือ
วันนี้ทั้งวัน ทำงานไม่่รู้่เรื่องเลยค่ะ
มนต์ของมูราคามิทำพิษเอาซะแล้ว
วันนี้รู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรสังอย่างอยู่ในหัว ไม่สามารถสลัดออกไปได้
เป็นความทรมานไ่ม่เคยพบเจอจริงๆค่ะ
บนความดีใจที่เราได้เรียนรู้ความรู้สึกของคนที่ว่างเปล่า
แต่ในขณะเดียวกัน เราก็เหมือนถูกดึงให้เข้าสู่ความเว้าแหว่งนั้น
ไม่อาจจะพูดได้เต็มปากว่า เป็นหนังสือต้องคำสาป
แต่ถ้าเราปล่อยใจให้ไหลไปกับความรู้สึกของตัวละครมากเกินไป
คงกู่ไม่กลับแน่นอน...
หัวใจสลาย คำพูดเรียบง่าย แต่เจ็บปวดเจียนตาย
"ครองชีวิตให้มีสุข" เรโกะหันมาบอกในตอนก้าวขึ้นรถไฟ "นั่นเป็นคำแนะนำข้อเดียว
ที่ฉันจะมอบให้คุณได้ ไม่มีอะไรอื่นอีกแล้ว...ครองชีวิตให้มีสุข"
.....
วันพฤหัสบดีที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2553
มารายงานตัวค่ะ
สวัสดีค่ะ
ดีใจจังเลย ที่แม้ไม่ได้เขียนอะไรเพิ่มเติม ยังมีคนน่ารักๆเข้ามาเยีียมเยียน
shoutbox ถูกเอาออกไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบ
เอากลับมาไม่เป็นซะด้วย เสียใจจริงๆ
พอรู้ว่ามีคนมาเยี่ยมบ้าง ก็เลยอารมณ์ดี ทำอะไรดีๆซะหน่อยดีกว่า
เผื่อใครแวะเข้ามาอีก จะได้มีอะไรให้อ่านบ้าง
เลยมาเขียนรายงานตัวแระกัน
ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ว่างเลย
เตรียมตัวสอบค่ะ ตั้งใจมากๆ
ช่วงที่ผ่านมา แม้จะมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น
แต่ตอนนี้ก็สามารถผ่านมันมาได้
ถือว่า เป็นคนที่จิตใจเข้มแข็งพอสมควร
ก็หวังว่า สิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อคนรอบข้าง
ให้เขามีจิตใจที่เข้มแข็งมากขึ้น
ให้เขาได้ผ่านพ้น ช่วงเวลาแย่ๆของชีวิต
มาพบวันใหม่ที่ดี
เวลาที่คนเราเจอเรื่องแย่ๆมามาก
พอเจอสิ่งที่ดี แม้เพียงเล็กน้อย ก็ถือว่าเป็นสิ่งสุดล้ำค่า
เหมือนเวลาเราหิวมากๆ
ขนมปังแม้เพียงก้อนเล็ก ก็สามารถทำให้เรายิ้มได้ไม่มีหุบ
พยายามเป็นสิ่งที่ดีค่ะ
ทำสิ่งดีๆให้คนที่คุุณรัก ไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นเลย
แม้คุณไม่หวังผลตอบแทนจากสิ่งที่ทำไป
แต่ความพอใจ อิ่มใจที่เขาได้จากคุณ
แค่นั้นก็ทำให้คุณเป็นสุขได้แล้ว
สิ่งที่จำเป็นสำหรับความสัมพันธ์ที่เปราะบาง
นั่นก็คือ ความไว้ใจซึ่งกันและกัน เชื่อใจกัน
เท่านั้น คนสองคนก็ผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆไปได้ค่ะ
ถ้ามีเวลาจะเข้ามารายงานตัวอีกนะคะ
ดีใจจังเลย ที่แม้ไม่ได้เขียนอะไรเพิ่มเติม ยังมีคนน่ารักๆเข้ามาเยีียมเยียน
shoutbox ถูกเอาออกไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบ
เอากลับมาไม่เป็นซะด้วย เสียใจจริงๆ
พอรู้ว่ามีคนมาเยี่ยมบ้าง ก็เลยอารมณ์ดี ทำอะไรดีๆซะหน่อยดีกว่า
เผื่อใครแวะเข้ามาอีก จะได้มีอะไรให้อ่านบ้าง
เลยมาเขียนรายงานตัวแระกัน
ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ว่างเลย
เตรียมตัวสอบค่ะ ตั้งใจมากๆ
ช่วงที่ผ่านมา แม้จะมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น
แต่ตอนนี้ก็สามารถผ่านมันมาได้
ถือว่า เป็นคนที่จิตใจเข้มแข็งพอสมควร
ก็หวังว่า สิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อคนรอบข้าง
ให้เขามีจิตใจที่เข้มแข็งมากขึ้น
ให้เขาได้ผ่านพ้น ช่วงเวลาแย่ๆของชีวิต
มาพบวันใหม่ที่ดี
เวลาที่คนเราเจอเรื่องแย่ๆมามาก
พอเจอสิ่งที่ดี แม้เพียงเล็กน้อย ก็ถือว่าเป็นสิ่งสุดล้ำค่า
เหมือนเวลาเราหิวมากๆ
ขนมปังแม้เพียงก้อนเล็ก ก็สามารถทำให้เรายิ้มได้ไม่มีหุบ
พยายามเป็นสิ่งที่ดีค่ะ
ทำสิ่งดีๆให้คนที่คุุณรัก ไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นเลย
แม้คุณไม่หวังผลตอบแทนจากสิ่งที่ทำไป
แต่ความพอใจ อิ่มใจที่เขาได้จากคุณ
แค่นั้นก็ทำให้คุณเป็นสุขได้แล้ว
สิ่งที่จำเป็นสำหรับความสัมพันธ์ที่เปราะบาง
นั่นก็คือ ความไว้ใจซึ่งกันและกัน เชื่อใจกัน
เท่านั้น คนสองคนก็ผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆไปได้ค่ะ
ถ้ามีเวลาจะเข้ามารายงานตัวอีกนะคะ
วันจันทร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2553
หาอะไรคุยกันดีกว่า
ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ลองหาเรื่องอะไรมาคุยมั่งดีกว่า
เผื่อใครเข้ามาจะได้ไม่เซ็ง (ก็มีแค่ไม่กี่คนด้วยอ่ะแหระ)
วันนี้ฉันได้ของฝากจากเชียงใหม่
เป็นผ้าพันคอสีม่วง (ถูกใจสุดๆ)
แต่จะบอกว่าชอบเพราะมันมีสีม่วงก็ไม่ค่อยถูกเท่าไหร่
ความจริง ฉันชอบและประทับใจในความรู้สึกของคนให้มากกว่า
ฉันรู้สึกว่า การที่เราซื้อของฝากใครสักคน
แสดงว่าเค้าคิดถึงเรา และอยากให้เราได้รับรู้ถึงสถานที่ที่เค้าไป
ต่อให้ไม่มีอะไรจะให้ แค่ความรู้สึกว่า อยากจะให้อะไรสักอย่างก็เป็นสุขแล้ว
ฉันเป็นคนที่บรรยายความรู้สึกไม่ค่อยเก่ง
แต่ถ้าใครได้อ่านก็คงเข้าใจนะ ว่าความรู้สึกของคนที่ได้รับของจากคนที่เรารักมันเป็นยังไง
วันนี้ฝนตกหนักมาก รถก็ติด แอร์ก็ยังจะเปิด ฮ่าๆ
หนาวมาก ดีนะที่มีผ้าพันคอสุดที่รักช่วยชีวิตเอาไว้
พันแล้วอุ่นเลย ^^
ขับรถกลับบ้านอย่างอารมณ์ดี แม้รถจะติดหนักมาก
วันนี้แค่นี้ก่อนแระกัน ไว้เดี๋ยวจะหาอะไรมาคุยอีกนะ
เผื่อใครเข้ามาจะได้ไม่เซ็ง (ก็มีแค่ไม่กี่คนด้วยอ่ะแหระ)
วันนี้ฉันได้ของฝากจากเชียงใหม่
เป็นผ้าพันคอสีม่วง (ถูกใจสุดๆ)
แต่จะบอกว่าชอบเพราะมันมีสีม่วงก็ไม่ค่อยถูกเท่าไหร่
ความจริง ฉันชอบและประทับใจในความรู้สึกของคนให้มากกว่า
ฉันรู้สึกว่า การที่เราซื้อของฝากใครสักคน
แสดงว่าเค้าคิดถึงเรา และอยากให้เราได้รับรู้ถึงสถานที่ที่เค้าไป
ต่อให้ไม่มีอะไรจะให้ แค่ความรู้สึกว่า อยากจะให้อะไรสักอย่างก็เป็นสุขแล้ว
ฉันเป็นคนที่บรรยายความรู้สึกไม่ค่อยเก่ง
แต่ถ้าใครได้อ่านก็คงเข้าใจนะ ว่าความรู้สึกของคนที่ได้รับของจากคนที่เรารักมันเป็นยังไง
วันนี้ฝนตกหนักมาก รถก็ติด แอร์ก็ยังจะเปิด ฮ่าๆ
หนาวมาก ดีนะที่มีผ้าพันคอสุดที่รักช่วยชีวิตเอาไว้
พันแล้วอุ่นเลย ^^
ขับรถกลับบ้านอย่างอารมณ์ดี แม้รถจะติดหนักมาก
วันนี้แค่นี้ก่อนแระกัน ไว้เดี๋ยวจะหาอะไรมาคุยอีกนะ
วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2553
แล้วก็ผ่านไปอีกหนึ่งวัน
และแล้ว หลังจากที่อดหลับอดนอนมาหลายวัน
การสอบภาษาอังกฤษก็เสร็จสิ้นซะที
ทำให้รู้เลยว่า เดี๋ยวนี้เราไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว
การจะต้องอดนอนสองสามวันติดกันนี่
ถ้าเป็นเมื่อก่อนละก็ สบายมาก
แต่มาวันนี้ รู้สึกว่ามันช่างทรมานจริงๆ
ข้อคิดที่ได้จากการสอบครั้งนี้ ก็คือ
เร่งๆอ่านหนังสือตอนใกล้ๆสอบ สิวขึ้นตรึม
และเป็นบทเรียนที่ดี
ทำให้รู้ว่า ต่อไปนี้ ต้องเตรียมตัว
สำหรับการสอบของจริงซะที
เวลาไหลผ่านไปเรื่อยๆ ไม่เคยคอยใคร
ไหลมา ไหลไป
แล้วก็ไหลผ่านไปอีกหนึ่งวัน
วันนี้ได้พูดคุยกับนักเขียนชื่อดัง
เขาให้ข้อคิดเกี่ยวกับการเขียนอะไรสักอย่าง
ว่าเวลาที่เราอยากเขียนอะไร ก็อย่าไปโฟกัสแค่เรื่องเดียว
สภาพแวดล้อมรอบๆข้าง ก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน
ถือว่าเป็นประโยชน์มากๆ สำหรับนักเขียนมือใหม่
และเป็นเรื่องดี ที่เราได้มีหัวข้อสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดกัน
.....................
อาหารเย็นมื้อนี้อร่อย
อะไรนะที่ทำให้อาหารอร่อย
เครื่องปรุง ส่วนประกอบ ก็ไม่น่าใช่
และแน่นอน ฉันไม่ได้กำลังหิวโซ
ที่อาหารเย็นมื้อนี้อร่อย
ก็เพราะมีเธอนั่งเคียงข้าง....
...................
วันนี้เขียนอะไรไม่ค่อยดีเลย ไม่ไหลลื่น
คงต้องไปนอนให้สมองได้พักผ่อนหน่อยแล้วล่ะ
ราตรีสวัสดิ์
การสอบภาษาอังกฤษก็เสร็จสิ้นซะที
ทำให้รู้เลยว่า เดี๋ยวนี้เราไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว
การจะต้องอดนอนสองสามวันติดกันนี่
ถ้าเป็นเมื่อก่อนละก็ สบายมาก
แต่มาวันนี้ รู้สึกว่ามันช่างทรมานจริงๆ
ข้อคิดที่ได้จากการสอบครั้งนี้ ก็คือ
เร่งๆอ่านหนังสือตอนใกล้ๆสอบ สิวขึ้นตรึม
และเป็นบทเรียนที่ดี
ทำให้รู้ว่า ต่อไปนี้ ต้องเตรียมตัว
สำหรับการสอบของจริงซะที
เวลาไหลผ่านไปเรื่อยๆ ไม่เคยคอยใคร
ไหลมา ไหลไป
แล้วก็ไหลผ่านไปอีกหนึ่งวัน
วันนี้ได้พูดคุยกับนักเขียนชื่อดัง
เขาให้ข้อคิดเกี่ยวกับการเขียนอะไรสักอย่าง
ว่าเวลาที่เราอยากเขียนอะไร ก็อย่าไปโฟกัสแค่เรื่องเดียว
สภาพแวดล้อมรอบๆข้าง ก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน
ถือว่าเป็นประโยชน์มากๆ สำหรับนักเขียนมือใหม่
และเป็นเรื่องดี ที่เราได้มีหัวข้อสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดกัน
.....................
อาหารเย็นมื้อนี้อร่อย
อะไรนะที่ทำให้อาหารอร่อย
เครื่องปรุง ส่วนประกอบ ก็ไม่น่าใช่
และแน่นอน ฉันไม่ได้กำลังหิวโซ
ที่อาหารเย็นมื้อนี้อร่อย
ก็เพราะมีเธอนั่งเคียงข้าง....
...................
วันนี้เขียนอะไรไม่ค่อยดีเลย ไม่ไหลลื่น
คงต้องไปนอนให้สมองได้พักผ่อนหน่อยแล้วล่ะ
ราตรีสวัสดิ์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)