1 พฤศจิกายน 2554

ไม่ได้เข้ามานานเท่าไหร่แล้วนะ
ไม่ได้ดูเลยด้วยซ้ำว่ามีใครแวะเวียนเข้ามาบ้างไหม
น่าสงสารนะ บล๊อกนี่กลายเป็นแค่ที่ระบายอารมณ์ของคนจิตใจอ่อนไหว
ทั้งๆที่มันสามารถให้คุณค่าได้มากกว่านั้น

แปลกดีเหมือนกัน
ทำไมในวันที่ฉันรู้สึกว่าเรื่องราวมันยุ่งเหยิง และฉันก็คิดว่ามันจะสามารถผ่านไปได้
กลับมามีเรื่องที่ยุ่งเหยิงยิ่งกว่า จนเกิดคำถามว่าฉันยังสามารถผ่านมันไปได้ไหม

เวลาที่เราพูดถึงความสุข เวลาที่เราบอกว่า เรามีความสุขที่สุด
นั่นเพราะเรารู้อยู่แล้วใช่ไหมว่า มันจะจบแค่ความสุขตรงนั้น
ฉันยอมรับ ว่าฉันได้ถลำลึกมากเกินไป
ฉันมัวเมากับความสุขนั้นมากจนเกินขอบเขตที่ตัวเองเคยตั้งไว้
สติที่เคยเตือนฉันอยู่เสมอมันหายไปตอนไหน
ไม่สิ ฉันต่างหากที่เป็นฝ่ายผลักไสมันออกไปเอง

แล้วทันทีที่มีความทุกข์ มันก็เลยถาโถมเข้ามาขนาดนี้
มันก็คงเหมือนมวลน้ำที่ท่วมประเทศเราอยู่มั้ง
มันคงมหาศาลมาก จนคันกั้นน้ำตาของคนๆนึงแตกจนได้
บ้าพอแล้วรึยังเนี้ย

ตอนนี้ฉันพยายามนั่งนึกถึงวันเก่าๆ
วันที่แสนเศร้า ว่าฉันผ่านมันมาได้อย่างไร
ฉันต้องยึดอะไร ฉันต้องคิดยังไง หรือทำยังไงไม่ให้คิด
ฉันเคยผ่านมันมาได้ครั้งนึง
ฉันคงสามารถผ่านมันไปได้อีกทีล่ะน่า

นั่งคิดกับตัวเอง แบบนี้มันเหมือนพระเจ้ากลั่นแกล้ง
ไม่สิ พระองค์คงกำลังทดสอบอะไรบางอย่างอยู่
หากเรามีความเชื่อมากพอ ศรัทธามากพอ เราก็จะสามารถผ่านมันไปได้
ฉันเชื่อในความรักของตัวเองมากน้อยแค่ไหน
ตอนนี้ คงถึงเวลาที่ฉันจะได้พิสูจน์มันแล้วสินะ

Rabi_Angel่mon

วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ใจเราไม่มีอะไร


-1-
ใจเราไม่มีอะไร
ลึกลงไป
ภายในห้วงใจ คือความว่าง
เราเองต่างหาก
ที่จับสิ่งนั้นสิ่งนี้
มาจัดวาง
เพียงเพื่ออำพลาง
ความเคว้งคว้างในใจตน

-2-
ใจเราไม่มีอะไร
หากแต่...ลึกลงไป
บัดนี้มีเพียงความสับสน
หลายอย่างให้เลือก
หลากทางให้เดิน
สุดท้าย...สิ่งที่ได้มา คือความเปปน
ไร้สุขล้น...กลับต้องทุกข์ทน
ในความพิกลพิการ...ของใจ

-3-
ใจเราไม่ควรมีอะไร
และไม่ควรมีความลึกใดๆให้ค้นหา
เจ็บปวด ฤ สุกสรรค์
ตัวเราเองทั้งนั้นที่นำพา
พาใจเราไปเกี่ยว
พาใจเราไปยึด
ยอมให้ฉุดกระชากดวงวิญญา
แล้วอารมณ์เหล่านั้น...ใครเป็นผู้ก่อมันมา
ถ้าไม่ใช่เรา

-4-
ใจเราไม่เคยมีอะไร
ถึงจะมองให้ลึกแค่ไหน
มันไม่เคยมีอะไร
แม้แต่สักรากเหง้า
สิ่งต่างๆเป็นดั่งสายลม
ผัดผ่านมากระทบเพียงเบาๆ
แล้วเหตุใด
เรายังจะยึด เรายังจะเอา
อากาศธาตุอันโง่เขลา
ที่เป็นเพียงแค่เงา
...แต่ไม่เคยมีตัวตน

-ส่งท้าย-
ใจเราไม่มีอะไร
ใจของเรา เราต้องรักษาด้วยตัวเราเอง
.....................................................

Rabi_Angelmon 17/02/11

วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Mini-review “Bacardi HitZ Unheard Concert” ที่ Club Insomnia

 
สวัสดีค๊าบบบบ....วันนี้กระผมจะพาไปเที่ยวที่ไหน ไปดูกันเลยดีกว่าครับ
อันเนื่องมาจากพี่สาวคนสวยโทรมาหาเจ้านายกระผม ว่ามีบัตรเข้าคอนเสิร์ตฟรี 4 ใบ สนใจจะไปไหม
และเนื่องจากเจ้านายกระผมเพิ่งกลับมาจากไปทำบุญ O_0 ไม่มีที่จะไปต่อ ก็เลยตอบตกลง
ดังนั้นในเวลาทุ่มครึ่ง พวกเราทั้งสามคนกะอีกหนึ่งตัว ก็เลยได้มาปรากฏตัวอยู่หน้าผับ insomnia กัน


ถ้าขับรถมาจากอ่อนนุช วิ่งเส้นสุขุมวิทแล้วจะหาร้านไม่เจอครับ ร้านเค้าซ่อนอยู่ในซอกจริงๆ
ถ้าไม่เจอป้ายโฆษณาของงานคอนเสิร์ท ก็คงตรงยาวไปสยามกันเลย -*-

โชคดีมากครับ มีที่จอดรถเหลืออยู่ที่นึงพอดีเลย ไม่งั้นก็ม่ะรุ้ว่าจาไปจอดไหนนะเนี้ย
หน้างานครับ คงมาเร็วเกินไป คนยังดูน้อยๆอยู่เลย ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว เข้าไปในงานกันเลยดีกว่า

มาถึง group แรกเลยหรอเนี้ย 555 เข้ามาคนโล่งมากเลย
ดีคับ มาไวๆจะได้เมาไวๆ เพราะงานนี้ เหล้าฟรี!! ถึงสามทุ่มเลยนะครับ

งานนี้เป็นการประกวดวงดนตรีที่ตั้งกันขึ้นมาเองครับ วงที่ชนะก็จะได้ออกเทป
รายละเอียดเป็นยังไงก็คงต้องไปหาติดตามกันเองนะครับ อันนี้ม่ะรุ้จริงๆ
ในงานมีการประกวดกัน 4 วงครับ Monomania, Custom Flow, Performance
อีกวงจำชื่อไม่ได้อ่ะ ขอโทดค๊าบบบบบบบ

พิธีกรประจำเวทีครับ พี่ DJ ภูมิกับพี่ DJ เพชรจ้า งึๆ ก็เลยขอถ่ายรูปคู่กันหน่อย

คณะกรรมการ ก็ตามรูปเลยครับ 

แอบมีขอถ่ายกะพี่ขันเงินเลย

นอกจากคณะกรรมการจะเป็นผู้ให้คะแนนแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานโหวตให้กับวงที่ตัวเองชื่อชอบด้วยครับ จะเป็นลูกปิงปองสีแดง แจกให้คนละอันที่หน้างานครับ

ในช่วงคั่นรายการก็จะมีการแจกลูกปิงปองพิเศษเพิ่มครับ เป็นสีดำ
ซึ่งเมื่อถึงตอนนี้ พี่สาวก็เมาได้ที่แล้วครับ กรี๊ดแหลก เหมือนโดนเหยียบติง DJ ภูมิเลยปาลูกปิงปองมาใส่หัวบอกให้หุบปาก  เอิ๊กๆล้อเล่นครับ แต่ก็ได้มา 2 ลูกเลย 5555 คุณพี่สาวแรงจริง
  
อย่างที่บอกครับงานนี้เหล้าฟรี แต่เจ้านายกระผมดื่มแต่เป๊ปซี่น๊า ม่ะดีๆครับเพิ่งไปทำบุญมาเมื่อเช้าเอง
เหล้าสวยดีครับ อันนี้จินโทนิคใช่ไหม ขอถ่ายหน่อย สะท้อนแสงแบบนี้ แสดงว่ามันใส่สารฟอกสีรึเปล่าเนี้ย น่ากัว

อ้อ มีอยู่วงนึงครับ อาม่า อากง อาอี้ ตามมาให้กำลังใจในงานด้วย
เป็นภาพที่น่ารักมากๆเลยครับ แอบถ่ายนิดหน่อยแต่พองาม ^^

แต่ละวงก็ร้องกันวงละ 2 เพลง ร้องจบคณะกรรมการก็ comment เหมือนประกวด AF เลย

หลังจากนั้น ก็เป็นมินิคอนเสิร์ตของ Way Thaitanium feat. Dj อรวรรณ ตบท้ายด้วยคอนเสิร์ตของ จิดา ครับ

เกือบ 5 ทุ่มแระ งานยังไม่เลิก แต่พี่สาวเจ้านายผมแย่แล้วครับ หามกลับบ้านดีก่า 5555  
บะบายคร๊าบบบบ


วันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เธอ..ผู้จุดไฟเผาตัวเอง

ฉันเห็นเธอ
เธอผู้กำลังจุดไฟแผดเผาตัวเอง
ร้อนไหม
ร้อน..แต่ตอนไม่มีไฟ มันหนาว
ฉันยืนมองเธอ ยืนอยู่ข้างๆเธอ
ระหว่างร้อน กับ หนาว แบบไหนทรมานกว่ากัน
ไม่รู้เหมือนกัน มันก็พอๆกัน ไม่ว่าจะยังไงมันก็ทรมานอยู่ดี

รู้ไหม ในโลกนี้ ของทุกอย่างจับคู่กันได้ ดำกับขาว เปียกกับแห้ง ร้อนกับหนาว ทรมานกับ...ไม่ทรมาน
มันมีด้วยหรอ ที่ไม่ทรมาน เธอพูดในขณะที่ไฟยังคงแผดเผาเธออยู่

มีสิ ฉันตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไฟที่ลุกท่วมตัวเธอดูเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับฉันไปแล้ว
ราวกับว่า ใครๆก็สามารถเอาไฟมาวางไว้บนส่วนต่างๆของร่ายกายได้

แบ่งมาให้ฉันก็ได้นะ ไฟนั่นน่ะฉันขยับตัวเข้าไป
ไม่ได้ ไม่ต้องเข้ามามากกว่านี้ เมื่อเธอเอาไฟไป ความหนาวก็จะครอบงำฉัน

เธอเห็นอะไรไหม
หืม
ตัวฉันไม่มีไฟ แล้วฉันก็ไม่ได้หนาวด้วย

ใครจะไปรู้ เธออาจจะกำลังหนาวมาก แต่ก็พยายามกัดฟันอยู่ก็ได้

ก็ไม่แน่ ฉันอาจจะกำลังหนาวอยู่ก็ได้ เธอเคยดับไฟแล้วไม่หนาวบ้างไหม
ไม่เคย

ฉันขยับเข้าไปอีก และเมื่อถึงระยะที่ฉันต้องการ ฉันผายมือโอบกอดเธอ ไฟนั้นดับลงในทันที
ไฟดับแล้ว ยังหนาวอยู่ไหม
ไม่หนาว แต่ฉันอึดอัด หายใจไม่ออก ฉันอาจตายได้ใน 10 วินาที ถ้าเธอยังไม่ปล่อยมือออก

ถ้าฉันปล่อยมือ ให้สัญญากับฉันได้ไหม
ว่ามาเร็วๆ เหลือเวลาไม่ถึง 5 วินาทีแล้ว

ถ้าเธอยังไม่อยากกอดใคร หรือยังไม่อยากให้ใครกอด เธอจงกอดตัวเอง เหมือนอย่างที่ฉันทำ
แล้วฉันก็ปล่อยมือออก
ฉันไม่รู้ว่าเธอจะกอดตัวเองได้ไหม

แต่ถ้าเมื่อใดที่เธอไม่รู้จะกอดใคร เธอกอดฉันก็ได้นะ แค่กอดให้คลายหนาวก็พอ....

วันเสาร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

มานั่งรับลมทะเลกันดีกว่าที่ "ระเบียงทะเล" สาขาบางปู ขอรับกระผม


สวัสดีค๊าบบบบ..
กลับมาพบกันอีกแล้วนะครับ แหม หายหน้าหายตาไปหลายวัน จะมีใครคิดถึงกระผมบ้างไหมเนี้ย
สำหรับวันนี้ สถานที่ที่กระผมจะพาไปเยี่ยมชิม เอ้ย! เยี่ยมชม ก็ยังคงเป็นร้านอาหารครับ
ไม่ใกล้ไม่ไกล อยู่แถวๆโรงบาลเจ้านายกระผมเอง (555 หาที่กินกันง่ายๆงี้เลย)

ช่วงนี้อากาศหนาวครับ หน้าหนาวหลายๆคนก็คงจะไปขึ้นดอยกัน
แต่เราจะไปแย่งอากาศบนดอยหายใจกันทำไมล่ะ จริงไหมครับ
มาที่นี่เลยดีกว่า กระผมจะพาเพื่อนๆไปเที่ยวทะเล ท้าลมหนาวกันไปเลย
ไม่ต้องขับรถไปไกลถึงพัทยาหรอกครับ ในเมื่อใกล้ๆกรุงเทพฯนี้ก็มีทะเลให้รับลมกัน
ก็ที่นี่ไงครับ ร้านระเบียงทะเล สาขาบางปู ครับ

เห็นแค่หลังคามุงจากก็น่าเข้าไปแล้วใช่ไหมล่ะครับ งั้นเราเข้าไปข้างในกันเลยดีกว่าครับ
ภายในร้านตกแต่งได้น่ารักทีเดียวครับ เน้นโทนสีขาว มองแล้วสบายตา สไตล์เมดิเตอร์เรนียน (อู๊ย เว่อร์)
ศาลพระภูมิของเค้าเก๋มากเลยครับ ดูกันเอาเองนะครับ

อันนี้เป็นบรรยากาศรอบๆร้านครับ
 แต่ไฮไลท์ของเราไม่ได้อยู่ในร้านครับ อยู่ตรงนี้ต่างหาก โอ้.....ลมทะเล.....
พอเราเดินทะลุร้านออกมาด้านนอก ก็จะพบกัน ระเบียงริมทะเลครับ
อากาศวันนี้ดีมากๆครับ สายลมทะเลจากอ่าวไทยพัดเย็นสบาย มองเห็นเรือประมงกำลังออกหาปลาด้วย
หากเพื่อนๆจะมาเที่ยวกัน แนะนำให้มาถึงที่ร้านก่อนเวลา 6 โมงเย็นนะครับ
เพราะเป็นช่วงเวลาที่พระอาทิตย์กำลังจะลาลับขอบฟ้า ซึ่งท้องฟ้าในเวลานี้
จะได้รับการแต่งแต้มสีสันได้อย่างสวยงามเลยครับ
นับว่าเป็นบุญของกระผมจริงๆครับ ที่เจ้านายกระผมขับรถหลงทางแค่รอบเดียว
(บุญไม่มากพอครับ ไม่งั้นก็คงไม่หลงไปแล้ว)

ถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนานแล้ว ร้องก็เริ่มร้องจ๊อกๆ... เข้าไปนั่งสั่งอาหารกินดีกว่า
เมนูแนะนำของทางร้านครับผม หลายรายการกันเลยทีเดียว

งั้นเรามาสั่งอาหารทานกันดีกว่าครับ เอ๊....วันนี้จะกินอะไรดีน๊า

เอาล่ะ รายการที่สั่งวันนี้ ยำผักกระเฉด(ไม่ใส่พริก ตามระเบียบ) ปลากะพงนึ่งมะนาว ปูนิ่มทอดกระเทียม และส้มตำไทไม่ใส่พริก (ยอดฮิตของเจ้านายกระผมเอง) แต่นายแบบพุงโตถ่ายแบบไปเมื่อกี้เหนื่อยๆ หิวมาก ขอข้าวสวย 1 จานขอรับกระผม

มาแล้วครับ ข้าวสวย เป็นปลาดาวมาเชียว น่ารักจนไม่กล้าเอาช้อนส้อมจิ้มมันเลยครับ
ยำผักกระเฉดของที่นี่ใส่ไข่ต้มด้วยแฮะ อร่อยดีครับ กระผมชอบๆ
ปูนิ่มวาง...ยิ้ม ปลากะพงนึ่งมะนาววาง...หน้าซีดเลยขอรับกระผม เพราะพริกเบิกบานเต็มไปหมดเลย
เจ้าพี่สาวตัวดีสั่งมาเพื่อ?!! ไม่ช่วยกินหร๊อก...
ตบท้ายด้วยส้มตำ จริงๆเป็นเคล็ดลับในการแก้เผ็ดพริกครับ อิอิ

อิ่มแล้วขอรับกระผม พาเพื่อนๆไปดูภายในร้านกันอีกรอบดีกว่า มีเก้าอีโซฟาสีสวยให้ถ่ายรูปกันด้วย

เมื่อพระอาทิตย์ตกน้ำไปแล้ว บรรยากาศนอกร้านตอนกลางคืน ก็สวยงามไม่แพ้ตอนเย็นเลยครับ
แสงไฟสีส้มจากร้านตัดกับท้องฟ้าสีดำขลับ สวยมากทีเดียวครับ
 ลมเย็นๆ เพลงเพราะคลอเบาๆ โอ้ อะไรมันจะดีไปกว่าการนั่งจิบเบียร์ตากลมทะเลล่ะ จริงไหมครับ
  
แต่มาคราวนี้นอกจากจะได้บรรยากาศภายในร้าน และภายนอกร้านแล้ว
วันนี้ขอแถมบรรยากาศภายในห้องน้ำกันด้วยเลยนะครับ ชอบครับ มีโซฟายาวให้นั่งเล่นกันด้วย
 วันนี้อิ่มอร่อย และสนุกสนานกับการถ่ายรูปกันใหญ่เลยครับ
นายแบบพุงโตเพลียเหลือเกิน ขอพักสักแปบละกันนะครับ โอ้ย มาวววว.....

 เป็นยังไงกันบ้างครับ
คิดว่าเพื่อนๆได้เห็นภาพบรรยากาศของที่นี่แล้ว ก็คงอยากจะมาพิสูจน์ด้วยตาตัวเองกันแล้วละสิครับ
 ที่นี่เปิดบริการทุกวันครับ ตั้งแต่เวลา 11.00 - 23.00 น. ครับผม 
การเดินทางมาที่นี่ก็แสนง่ายดายครับ (แต่อย่าลืมว่าเจ้านายกระผมยังหลงได้)
หลายๆคนคงรู้จักบางปูกันแล้วล่ะมั้งครับ ก็มาทางบางปูเลยครับ
ถ้าเดินทางมาจาก ถนนศรีนครินทร์  วิ่งมาจนถึงสามแยกปากน้ำเพียง 15 นาทีแล้วเลี้ยวซ้าย
มาทางถนน สุขุมวิทสายเก่า มองหา ซอยเทศบาลบางปู 72 เลยครับ
ซอยทางเข้าจะมีป้าย บางแสน 2 คาเฟ่ 555 ชักอยากเปลี่ยนที่เที่ยวกันขึ้นมาแระสิ ป้ายเล็กหน่อยครับ ต้องระวังขับเลย
ก่อนถึงหน้าปากซอยจะเจอปั๊มน้ำมันเก่าๆอันนึงก่อนครับเป็นจุดสังเกต เจอปั๊มปุ๊บ ซอยก็อยู่ติดกันเลยครับ เลี้ยวเข้าไปเลยครับ
อ่านแล้วงงก็ดูตามแผนที่เลยครับ

ความจริงร้าน ระเบียงทะเล มี 2 สาขานะครับ อีกหนึ่งสาขาอยู่ที่ ซอยจรัญสนิทวงศ์ 86/1 บรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยาครับ รายละเอียดดูได้จากเว็บของทางร้านเลยครับ

ยังไงก็ต้องฝากเพื่อนๆที่ได้มีโอกาสมาเที่ยวที่นี่ ชิมอาหารแนะนำของทางร้านเผื่อกระผมด้วยนะครับ
ไมได้สั่งเมนูแนะนำซักกะจาน เหอๆ...

งวดหน้าไปเที่ยวๆไหนกานดีนะ รอติดตามชมนะขอรับกระผม

วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

อิ่มสยองกับ "ข้าวต้มผี เดอะช็อค" รีวิวร้านอาหารแรกในชีวิตกระผม โหดจัง

อ่า...ไม่คาดคิดเลยว่าเราจะได้กลับมาเจอกันเร็วขนาดนี้นะคับ
โฮ้ๆๆ ทดลองรีวิวร้านแรกก็เป็นร้านผีซะเลย
ทำไมเลือกประเดิมได้ดีจริงๆ...

เข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับ
ร้านนี้ได้รับคำแนะนำมาจากคุณพี่สาวครับ
คุณพี่สาวส่งเว็บไซต์มาให้ดู ในใจก็คิด อืม...จะไปจริงหรอเนี้ย
แต่ไหนๆก็พูดถึงแล้ว แห่ไปกันเลยดีกว่า

ร้านนี้ชื่อร้าน "ข้าวต้มผี เดอะช็อค" ครับ
มีดีเจ ป๋อง กพล ทองพลับเป็นเจ้าของร้าน (รึเปล่าหว่า)
แต่วันที่ไปนี่พี่เค้าไม่อยู่ครับไปออกรายการ เลยอดถ่ายรูปมาฝากเำื่พื่อนๆเลย
ดูบรรยากาศในร้านกันก่อนเลย


หลังจากจัดแจงสั่งอาหารเรียบร้อยแล้ว ชุดเครื่องดืมก็ขนมากันทันที
ไอเดียที่ใส่น้ำแข็งตลกดีครับ แต่ก็ฉลาดมาก
น้ำแข็งในนั้นใช้งานได้จริงครึ่งเดียวครับ ที่เหลือละลายหมด 555 เพราะมันบานเหลือเกิน

ระหว่างรออาหารก็ขอถ่ายบรรยากาศรอบๆร้านก่อนแล้วกันครับ
ตอนไปถึง ราวๆสามทุ่ม คนยังน้อยอยู่ครับ
เป็นร้านข้าวต้มโต้รุ่ง ดึกๆที่นี่คงคึกคักน่าดู (เออ ไปวันปกติ คนอาจจะน้อยอย่างนี้อยู่แล้วมั้ง)


หามุมถ่ายเล่นกันอยู่สักพัก อาหารก็เริ่มทยอยมาขึ้นโต๊ะแล้วครับ
กินกันแบบบ้านๆครับ เมนูที่เห็นนี้ก็มี ผัดผักกระเฉดไฟแดง(ไม่ใส่พริก) ผัดกุ๊ยช่ายขาว ยำก้านคะน้า(ไม่ใส่พริก) และส้มตำไท (ไม่เห็นจะเข้ากันเลย)

สงสัยกันไหมครับว่า ไอ้ที่อยู่ข้างขวานั่นคืออะไร
ไม่ใช่กระบอกใส่ตะเกียบนะครับ มาดูกันชัดๆดีกว่า
เมนูนี้มีนามมังกรว่า โลกแตก ขอรับกระผม
อันนี้โลงปิดอยู่ครับ ยังไม่แตก เดี๋ยวดูกันว่าแตกแล้วจะเป็นยังไง

โลงแตกออกมาก็เป็นแบบี้ครับ จริงๆมันก็คือ สารพัดผัดซอส กุ้ง ปู ปลา ลูกชิ้น
อร่อยดีนะครับเมนูนี้ เห็นแนะนำกันมาหลายคน ไม่ผิดหวัง
รายการตบท้าย ดีนะที่กระผมอิ่มแล้ว ไม่สามารถยัดอะไรลงพุงได้อีก

"หม้อไฟนรก" ครับ นรกจริงๆครับ เห็นแต่พริกลอยคว้างเต็มหม้อ บรื้ย....
แต่พี่สาวกินแล้วบอกว่าไม่ค่อย ไม่รู้จะเชื่อได้รึเปล่า เลยไม่กินดีกว่า 555
อิ่มแปร่.....

ก่อนกลับก็เลยขอถ่ายบรรยากาศนอกร้านเล็กน้อย
รูปนี้โอโม่มาเชียว

หนังท้องตึง หน้าตาก็หย่อนเลยครับ รีบกลับบ้านไปนอนตีพุงดีกว่า
ร้านนี้อยู่ไกลจากบ้านกระผมหน่อย แต่ก็มาขึ้นทางด่วน บรืนยาวววมาได้เลยครับ
ร้านตั้งอยู่เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา ครับ
เลยโลตัสไปหน่อยเดียวเองครับผม
ร้านเปิดกี่โมงไม่รู้ครับ แต่ปิดตีสี่ตีห้าโน้นนน...
ไปไม่ถูกก็โทรเบอร์นี้เลยครับ 0-2970-3738 (เบอร์ที่ร้านนะครับ ไม่ใช่เบอร์กระผม)


แถมแผนที่ให้ด้วยครับ


เพื่อนๆคนไหนมีอยู่แถวนั้น หรืออยากแวะไปชิมก็ขอเชิญนะครับ มีเมนู(ชื่อ)แปลกๆเยอะมาก
ส่วนตัวกระผมท้องไส้ไม่ค่อยดี เลยเลือกได้ไม่กี่อย่าง
ถ้ามีเมนูไหนแนะนำๆ ก็อย่าลืมบอกกันบ้างนะคร๊าบ....

วันจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ก้าวแรก...สวนผึ้ง ไปเช้าเย็นกลับจ้า


สวัสดีค๊าบบบ...แนะนำตัวเองกันก่อนเลย กระผม นายหมูกระต่าย ชื่อที่สุดแสนจำง่าย 
ถ้าจำไม่ได้ก็ให้สังเกตที่จมูกกับหูอันเป็นเครื่องหมายการค้าของกระผมนะค๊าบ...
หลังจากที่นั่งอยู่เบาะหลัง ล้มลุกคลุกคลานลงไปกองที่พื้นจนหน้าเป็นรูปตารางๆของแผ่นยางปูพื้นรถซะหลายที
วันนี้ กระผมขอทำหน้าที่มัคคุเทศก์รับเชิญในการออกเดินทางครั้งแรกของเจ้านายของผมนะค๊าบ...

ออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ (8 โมง 555 เนื่องจากเมื่อคืนดริ๊งกันดึกไปหน่อย)
เดินทางกันแบบมึนงง เจ้านายกระผมไม่รู้เส้นทางถนน -*- (ซวยละ)
ประโยคประจำเช้านี้ ก็คือ ไหนวะ ป้ายเขียว (พยายามมองหาป้ายเขียวที่มีคำว่า ราชบุรี)
GPS ก็ไม่มี ไม่เป็นไร คนสมัยเมื่อ 50 ปีที่แล้วเค้าก็ไม่ใช้ GPS เค้ายังไปกันได้เลย
บรืน...บรืน....บรืน...

Check point แรกที่เราจะไปกันนั่นก็คือ.... ถ้ำจอมพล
เราจะข้ามเรื่องความเปิ่นในการขับรถของเจ้านายกระผมกันไปนะครับ (พาใจหวิวซะหลายที)
อ่า...เห็นแล้ว ป้ายถ้ำจอมพล ณ เวลา 9.00 น.
 เจอแต่ลิง ลิง ลิง แล้วก็ลิง ร้างไร้ผู้คน ไม่มีรถจอดซักกะคัน นึกว่ามาผิดที่ซะแล้ว

ระหว่างเดินไปที่ถ้ำ สังเกตเห็นว่ารถเข็น ซุ้มโค้กขายของกินทุกร้าน (มีอยู่ 3 ร้าน ณ เวลานี้) รวมทั้งที่ขายตั๋วจะมีตุ๊กตาจระเข้อยู่ ถามไปถามมาก็เลยได้ความว่า เอาไว้ไล่ลิง ลิงมันกลัวจระเข้ 555 ก็เลยต้องขอถ่ายรูปกับขาโจ๋ของที่นี่ซะหน่อยแล้ว

ถ้ำตอนเช้าๆอากาศเย็นมากครับขอบอก ภายในสวยพอสมควร แต่ค้างคาวเยอะมาก
ไม่ได้กลัวมันกินเลือด แต่กลัวมันอึ๊ใส่หัวอ่ะสิค๊าบ...
เดินมาเรื่อยๆจนถึงชั้นในสุด สวยมากครับ เพราะมีอุโมงค์อยู่ที่ผนังถ้ำ ทำให้แสงแดดส่องลงมาได้


ขากลับไปจ๊ะเอ๋กับ ลิงแม่ลูกคู่นึง น่ารักดีครับ เลยขอชักภาพซะหน่อย ดูแล้วอบอุ่นใจ

จากนั้นก็แวะกินข้าวเที่ยงกันก่อนครับ รอเวลาไปเที่ยวสถานที่ต่อไป
Check point จุดต่อไป คือ สวนผึ้งรีสอร์ท หรือที่เพื่อนๆเรียกว่า บ้านฟรินสโตน
เค้าเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาถ่ายรูปได้เฉพาะตอน 12.00-14.00 น. เท่านั้นนะครับ
เพราะฉะนั้น พอมาถึง ก็เจอฝูงชนมากมาย

 ที่พักก็มีเท่าที่เห็นเนี้ยแหละครับ (กี่หลังเองเนี้ย) เป็นสถานที่สำหรับถ่ายรูปจริงๆ ถ่ายแล้วก็ไป เหอๆ
 บ้านพักและของตกแต่งสถานที่ทั้งหมดจะออกแนวยุคหินครับ
แต่อยู่ๆก็มี ก้านกล้วยกับชบาแก้ว โผล่มากลางน้ำ

บ้านกัปตันเคฟแมนครับ สนนราคาค่านอน ที่คืนละ 10,000 บาท!!!

 มาแวะ New Land ครับ เหมือนจะเพิ่งสร้างนะครับ
มีรถไฟให้นั่ง (ตากแดด) เล่นด้วย แต่ร้อนมากครับ นั่งไม่ไหว
ไม่งั้นขึ้นจะรถไฟมาอีกที กระผมคงกลายเป็นหมูหันแน่นอน

 Check point จุดที่ 3 Scenery Resort

หญ้าไม่เขียว แกะไม่ขาว แต่สาวๆเพียบเลย ฮี่ๆๆๆๆ
กลัวมากครับ ในมือใครมีหญ้า แกะมันแห่กันมาหา เหมือนอดอยากมาจากไหน
ทั้งๆที่บนพื้นมีหญ้ากองอยู่เพียบเลย
 น้องแกะมอมแมมมากๆ เหอๆ

อันนี้มาแอบแวะถ่ายรูปที่ Swiss valley ครับ

Check point ที่ถัดไป ก็คือ โป่งยุบ
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ คล้ายๆแพะเมืองผีอ่ะครับ ในประเทศไทย มีสถานที่แบนี้ แค่ 3 ที่เองนะครับ
แต่ที่นี่เป็นของเอกชนครับก็เลยไม่ค่อยได้รับการดูแลเท่าไหร่

ขับเวียนไปเวียนมาหลายทีแล้ว ได้เข้ามาเดินเล่นซะทีใน check point จุดสุดท้าย บ้านหอมเทียนค๊าบบ...
สีสันสวยดีครับ ถ่ายรูปกานใหญ่เลย

 เข้าไปในร้าน หอมเทียนจริงๆครับผม แต่ก็เสียวไฟไหม้ขนอยู่เล็กน้อย -*-
 
ก่อนกลับกรุงเทพ แวะร้านที่เห็นแวบๆว่ามีคนแนะนำในเนต ชื่อร้าน ปั๋งหงาย

อาหารก็อย่างที่เห็นนะครับ พอเรียกเก็บตัง ดูราคาของกิน
ไข่ตุ๋น 80 ไข่เจียว 70!!!! หงายไหมละค๊าบบบบ....
บิลมา ปั๋ง คนจ่าย หงาย  555 ล้อเล่นนะครับ นานๆมากินทีก็ไม่ว่ากันเน๊อะ

กลับถึงบ้านเวลา 21.00 น. โดยสวัสดิภาพ สนุกดีครับ ทริปหน้ากระผมจะพาไปเที่ยวที่ไหนนั้น
ก็คงต้องติดตามตอนต่อไปนะค๊าบ....บะบายยยย